FILTER RESULTS
FILTER RESULTS
close.svg
Search Result for “แรงงาน”

Showing 211 - 215 of 215

IMAGE

ยื่นหนังสือให้ยุติการแก้ไข พ.ร.บ.สสส.

Published on 29/10/2018

» เครือข่ายสุขภาพ 4 ภาค ยื่นหนังสือจี้ สธ.ยุติการแก้ไข พ.ร.บ.สสส. ตามหาไอ้โม่งอยู่เบื้องหลัง ทุบทำลาย สสส. เอื้อประโยชน์ทุนสินค้าทำลายสุขภาพ ประเคนให้กระทรวงคลังมีอำนาจ เหนือกรรมการบอร์ด ย้อนยุคกลับไปอยู่ใต้ระบบราชการ เตรียมเข้ายื่นนายกฯ หากยังไร้ความคืบหน้า ที่สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายเจกะพันธ์ พรหมมงคล ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ภาคใต้ (ขสช.) นำตัวแทนเครือข่าย จาก 4 ภาค กว่า 100 คน ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นางสุทธิมา หุ่นดี คณะทำงานรมว.สธ.เป็นตัวแทน) นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร เพื่อแสดงจุดยืนขอให้ยุติการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ที่เครือข่ายพบว่ามีเจตนาลดทอนความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาช่วยภาครัฐในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ด้วยการจำกัดวงเงินเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนทำลายสุขภาพ ประเคนอำนาจจากกรรมการบอร์ด ให้ต้องนำไปผ่านความเห็นชอบของ กระทรวงการคลัง ทำให้กระบวนการทำงานต่างๆที่เคยคล่องตัว ปิดจุดอ่อนของระบบราชการในการเข้าถึงประชาชน ถอยหลังกลับไปอยู่ใต้ระบบราชการ ขัดแย้งกับกฎบัตรออตตาวา ตลอดจนขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติในหลายมิติอย่างชัดเจน ทั้งนี้เครือข่ายฯได้ร่วมกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “หยุดทำลาย หลักการสร้างนำซ่อม” นายเจกะพันธ์ กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีบัญชาให้แก้ไขพระราชบัญญัติการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 เพื่อความยั่งยืน โดยกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ สวนทางกับโจทย์ความยั่งยืนตามดำริของนายก ด้วยการกำหนดให้มีการนำระบบราชการเข้ามาบริหารจัดการกองทุน สสส. ตลอดจนการจำกัดเพดานเงิน โดยเร่งรีบให้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติอย่างมีข้อกังขา นายเจกะพันธ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ขสช. ประกอบด้วยกลุ่ม องค์กร บุคคล ในส่วนของภาคประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ ผู้บริโภค คนจนเมืองและชนบท กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ฯลฯ ได้ประชุมร่วมกันทั้ง 4 ภาค ระหว่างวันที่ 8 -26 ตุลาคม 2561 มีความเห็นร่วมกันว่า การแก้ไขกฎหมาย สสส. เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุน สสส. อยู่ภายใต้ระบบราชการ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ จึงมีจุดยืนร่วมกันเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขกฎหมาย สสส. ครั้งนี้ อีกทั้งเห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะต้องเร่งรีบดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้ หากจะมีการปรับแก้ไขกฎหมายกองทุน สสส. เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น สมควรดำเนินการในขณะที่ประเทศไทยมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง “ขสช.พร้อมภาคีเครือข่ายทั้ง 4 ภาค มีจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อกระทรวงการสาธารณสุข คือ ขอให้ยุติกระบวนการการแก้ไขกฎหมาย สสส. ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ทั้งหมด โดยขอให้กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเป็นหน่วยงานร่วมแก้กฎหมายฉบับนี้ ส่งข้อเรียกร้องนี้ ไปยังนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และขอให้กระทรวงมีคำตอบกลับมายัง ขสช. ภายในวันที่18 พฤศจิกายนนี้ และในระหว่างนี้เครือข่ายทั่วประเทศจะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ด้วย ซึ่งหากไม่มีความคืบหน้าในการยุติการแก้กฎหมายดังกล่าว ทางภาคีเครือข่ายทั้ง 4 ภาคจะร่วมกันยกระดับการขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้อง ต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อไป” ผู้ประสานงาน ขสช.ภาคใต้ กล่าว ด้านนางสมควร งูพิมาย ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ภาคอีสาน กล่าวว่าตนในฐานะที่สูญเสียลูกชายจากคนเมาแล้วขับ และได้ลุกขึ้นมาร่วมกับงานภาคีเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ทำงานช่วยเหลือเคสที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมาย จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเด็ก เยาวชนและชุมชนมากมาย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าชุมชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของ สสส. ในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ก่อนที่จะต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจากอาการเจ็บป่วย เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จึงรับไม่ได้ที่ทราบว่าจะมีการแก้ไขกฎหมาย สสส. ให้กลับไปอยู่ภายใต้ระบบราชการ ซึ่งเป็นการทุบทำลายเจตนารมณ์ของการเกิดกองทุนนี้อย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้กิจกรรมต่างๆก็มีความยากลำบากอยู่พอสมควรแล้ว งานเอกสาร การตรวจสอบต่างๆก็ไม่น้อย ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ แต่หากใช้ระบบราชการมาจับ คงไม่มีใครอยากลุกขึ้นมาทำงานสร้างเสริมสุขภาพอีก ในสัปดาห์หน้าตนและเครือข่ายเยาวชน เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากสุรา จะเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อยื่นหนังสือผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรีให้ยุติการแก้ไข พ.ร.บ.สสส. ด้วย ที่กระทรวงสาธารณะสุข อ.เมือง จ.นนทบุรีPublished caption::Activists hold up placards and a banner demanding an end to government efforts to amend the Health Promotion Foundation Act. Tawatchai Kemgumnerd

IMAGE

ข่มขืนแหม่มผู้ดีเกาะเต่า ผู้การฯสุราษฎร์ ขอให้กลับมาแจ้งความ พบพิรุธหลายอย่าง

Published on 27/08/2018

» ข่มขืนแหม่มผู้ดีเกาะเต่า ผู้การฯสุราษฎร์ ขอให้กลับมาแจ้งความ พบพิรุธหลายอย่างเจ้าของโฮสเทลขอให้แจ้งความไม่ไป มีสัมพันธ์ลึกซึ้งเพื่อนเที่ยวชายถูกแฟนจริงชกฟันบิ่น แถมเพื่อนเที่ยวชายพาไปแจ้งของหายเองเมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 สิงหาคม พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี(ผบก.ภ.จว.)พร้อม พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 4 (ผบ.บชร.4)และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่4 ส่วนหน้า ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินด่วนไปยังสนามหน้าที่ว่าการ อ.เกาะพะงัน (ส่วนหน้าเกาะเต่า) ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน พร้อมตำรวจท่องเที่ยว ,ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง , นายไชยันต์ ธุระสกุล นายกเทศมนตรี ต.เกาะเต่าและผู้นำท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า ซึ่งเป็นสถานที่ น.ส.อีสเบล วิคตอเรีย แบคเตอร์ อายุ 19 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ อ้างว่าเดินทางมาท่องเที่ยวกับเพื่อนชายชาวยุโรป ได้ถูกวางยาจนไม่รู้สึกตัวเเละข่มขืน หลังจากนั่งดื่มที่บาร์แห่งหนึ่งเหตุเกิดคืนวันที่ 25 มิ.ย. 61 โดยไปแจ้งกับตำรวจ สภ.เกาะพะงัน เเต่ตำรวจไม่ลงข้อมูลเรื่องการข่มขืนเพียงลงว่า โทรศัพท์ไอโฟน 7พลัส กับเงินสด 3,000 บาทและบัตรเดบิต จำนวน 4 ใบหายไปทั้งนี้ พล.ต.ต.อภิชาติและคณะไปตรวจดูกล้องวงจรปิดบริเวณแหลมหิน จปร.หาดทรายรี เป็นสถานที่ผู้เสียหายอ้างว่าถูกข่มขืน ห่างจากร้านฟิชโบลว์บาร์ และลีโอบาร์ หาดทรายรี ที่ไปเที่ยวดื่มกินกับเพื่อนชายประมาณ 400 เมตร พบว่ามีกล้องวงจรปิด 7 ตัว เก็บบันทึกภาพได้ 7 วัน ล่าสุดคือช่วงวันที่ 28 มิ.ย.- 4 ก.ค.61 ส่วนก่อนนี้ได้ถูกบันทึกทับไปแล้วพล.ต.ต.อภิชาติ ได้สอบถาม น.ส.ภัทรา แจ่มตระกูล อายุ 32 ปี เจ้าของที่พักเดอะไฮ โฮสเทล(THE HIVE) ที่ผู้เสียหายเข้าพัก ให้ข้อมูลว่า น.ส.อีสเบล ได้จองที่พักไว้วันที่ 21-23 มิ.ย.61 แต่ได้ขอขยายเวลาต่อถึงวันที่ 26 มิ.ย.61 โดยพักในที่เดียวกันรวม 5 คน มี น.ส.อีสเบล กับเพื่อนชายอีก 4 คน โดยคืนวันที่ 25 มิ.ย.น.ส.อีสเบลกับกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 คนได้นัดกับตนไว้ให้พบกันที่ร้านฟิชโบลว์บาร์ตอน 5 ทุ่ม พอถึงเวลาไม่เห็นมาตามนัดตนเข้าใจว่าคงไปเที่ยวกันเองตนจึงกลับมาก่อน เพราะปกติกลุ่มนี้จะกลับที่พักตอนตี 2 ทุกคืนน.ส.ภัทรา กล่าวว่า ช่วงเช้า น.ส.อีสเบล มาบอกว่า ถูกวางยาในเครื่องดื่มและถูกข่มขืนบริเวณแหลมหิน จปร. และเอาทรัพย์สินไป ตนจึงได้แนะนำให้ไปแจ้งความ แต่ น.ส.อีสเบล อ้างว่าจะรีบไปเกาะพะงันไปพบแฟนหนุ่มกับเพื่อนชาวอังกฤษที่มางานฟูลมูนปาร์ตี้ ซึ่งตนพยายามคะยั้นคะยอให้ไปแจ้งความก่อนแต่ก็ไม่ไป และตนเองไม่ได้ติดตามเรื่องเพราะไม่แน่ใจเกิดเหตุจริงหรือไม่ เนื่องจากเขามักจะออกไปดื่มเที่ยวกินกลับช่วงเวลาดังกล่าว“ กระทั่งวันที่ 4 ก.ค.เพื่อนชายคนสนิทชื่อนายมาติน ได้มาปรึกษากับตนว่ายังสามารถแจ้งความให้ น.ส.อีสเบล ได้หรือไม่ จึงได้พานายมาร์ตินไปที่ สภ.เกาะเต่า ซึ่งตำรวจไม่สามารถรับแจ้งได้เนื่องจาก น.ส.อีสเบล ไม่ได้มาด้วย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาไปดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่อ้างว่าเป็นจุดเกิดเหตุ พบว่ากล้องเก็บข้อมูลได้เพียง 7 วันและทราบว่าในคืนวันที่ 26 มิ.ย. นายมาร์ติน ได้ชกต่อยกับแฟนของ น.ส.อีสเบลที่เกาะพะงัน จนทำให้ฟันหน้าบิ่นแตกหัก ” น.ส.ภัทรา กล่าวรายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงวันที่ 22-23 มิ.ย.ที่ผู้เสียหายพักอยู่กับเพื่อนชายอีก 4 คนที่เกาะเต่าได้มีสัมพันธ์กับเพื่อนชายคนสนิทคนหนึ่ง(นายมาร์ติน) โดย น.ส.อีสเบล บ่นกับน.ส.ภัทรา ว่ารู้สึกผิดกับการกระทำดังกล่าว  ต่อมา พล.ต.ต.อภิชาติ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยัง สภ.เกาะพะงัน เข้าตรวจสอบหลักฐานการลงบันทึกประจำวัน โดย ร.ต.อ.กฤษฎา ทองสกุล รองสารวัตรสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.61น.ส.อีสเบล เดินทางมากับเพื่อนชาย(นายมาร์ติน) ขอแจ้งความทรัพย์สินสูญหาย แต่ตนแจ้งว่า ไม่สามารถแจ้งความได้ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่เกิดเหตุ แต่ทางผู้เสียหายยืนยันว่า ขอแจ้งความเพื่อไปเคลมประกันเท่านั้น จึงได้อำนวยความสะดวกให้ลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนั้นตลอดเหตุการณ์เกือบทั้งหมด เพื่อนชายคนนี้จะเป็นคนพูดแทนผู้เสียหาย ทั้งที่ผู้ที่ลงชื่อแจ้งบันทึกเป็นผู้หญิงพล.ต.ต.อภิชาติ เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่ง ที่ 817/2561 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริง โดยมี พ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เป็นประธาน ให้เร่งรัดสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อให้ได้ความว่า มีเหตุการณ์จริงหรือไม่อย่างไร ถ้าจริงให้แจ้งไปยังผู้เสียหายหากต้องการดำเนินคดีให้มอบอำนาจให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ซึ่งไม่ว่ามีความผิดเกิดขึ้นหรือไม่จะสั่งให้คณะกรรมการลงมารวบรวมพยานหลักฐานเป็นสำนวนไว้พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวว่า ประสานฝ่ายปกครองในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มขวด ให้กวดขันจับกุมประเภทที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การประกอบอาชีพผิดกฎหมายของชาวต่างขาติ สถานบริการ แหล่งมั่วสุมทุกประเภท โดยให้จัดกำลังตรวจชายหาดสถานที่ท่องเที่ยวตลอด24 ชั่วโมง โดยขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอาสาสมัคร ชุดเดินเท้า และขอให้ผู้ประกอบการช่วยดูแลนักท่องเที่ยว“ พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ชี้แจงยืนยันว่ามีการแจ้งเฉพาะเรื่องทรัพย์สินสูญหาย จึงให้ พ.ต.อ.สถิต คงเนียน ผกก.สภ.เกาะพะงัน ตั้งชุดตรวจสอบว่า ผู้เสียหายมาอยู่ที่เกาะพะงันกับใครมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกาะเต่าบ้างหรือไม่ หากเป็นเรื่องกระทำอนาจารจะต้องแจ้งความร้องทุกภายใน 3เดือน ถ้าไม่เป็นความจริงจะดูตามหลักฐานที่ปรากฏรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป ” พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวพล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวและว่า ยืนยันว่าในห้วง 4 ปีนี้ไม่มีคดีเหตุการณ์ร้ายกับนักท่องเที่ยว อาจจะมีแต่เรื่องอุบัติเหตุซึ่งที่ผ่านมาจะมีการตรวจสอบโดยละเอียดร่วมกับฝ่ายปกครอง ซึ่งเคยแถลงไปหลายครั้งแล้วว่า หลายเรื่องที่ให้ร้ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไม่เป็นความจริง และครั้งนี้จะติดตามอยู่ว่าเป็นความจริงหรือไม่ จึงอยากให้ผู้เสียหายเดินทางกลับมาแจ้งความภายใน 3 เดือนหลังเกิดเหตุเพื่อความรวดเร็วและชัดเจนขึ้นพล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อม พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผบ.บชร.4 บินด่วนลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน ซึ่งเป็นสถานที่ น.ส.อีสเบล วิคตอเรีย แบคเตอร์ อายุ 19 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ อ้างว่าถูกวางยาเเละข่มขืน เเต่ตำรวจลงเพียงโทรศัพท์กับเงินสด 3,000 บาทและบัตรเดบิตหายไป โดยมีเจ้าของที่พักโฮสเทลให้ข้อมูลจนพบมีพิรุธหลายอย่าง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม

IMAGE

Prime Minister presides over the kick-off event “Economic Revitalization Project” at the Inner Santi Maitri Building, Government House.

Published on 16/10/2024

» วันนี้ (16 ต.ค. 67) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานแถลงข่าว Kick Off เปิดตัว “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิด “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยถูกกระตุ้นครั้งใหญ่ใน “โครงการเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจ” เป็นการสร้างการหมุนเวียนของเงิน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ให้พี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ผ่านกลุ่มเปราะบาง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ คนพิการ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากประชาชนได้ตั้งตัวใหม่จากโครงการนี้ และนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน ทำให้พี่น้องประชาชนหลายคนมีโอกาสสร้างชีวิตใหม่ และยังพบว่าเมื่อรวมกันหลายคน ในครอบครัวยังสามารถนำไปลงทุนทำมาค้าขาย สร้างหรือต่อยอดธุรกิจพร้อมรับโอกาสดี ๆ ที่จะเข้ามา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง โครงการพื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่สำคัญ วันนี้จะรับไม้ต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ “โครงการเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจ” เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าภาษีมากที่สุด โดยในรอบนี้จะเน้นไปที่ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งถือเป็น 90 ปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการทั้งหมด เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อ “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” มีระยะเวลาทั้งสิ้น 5 เดือน ได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายนและยาวไปจนถึงมกราคมปีหน้า รายละเอียดโครงการ ดังนี้ ส่วนที่ 1 การลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายเล็ก การลดค่าเช่าร้านค้า /ค่าเช่าแผง ในพื้นที่หน่วยงานราชการและพื้นที่เอกชนที่เข้าร่วม อย่างเช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขอขอบคุณนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขอความร่วมมือในการลดค่าเช่า ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ใน 12 ตลาดใหญ่ ที่ กทม. รับผิดชอบ มีพ่อค้าแม่ค้าประมาณ 11,000 ราย ที่ได้ลดค่าเช่าถึงสิ้นปีนี้ รวมถึงพื้นที่ของกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานราชการมีการยกเว้นค่าเช่าให้ผู้ประกอบการกว่า 3,000 ราย ค่าเช่าพื้นที่การขายถือเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ การลดต้นทุนการลดค่าขนส่งสินค้าซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างไปรษณีย์ไทยกับหน่วยงานราชการ ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ หอการค้าไทย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดลางและขนาดย่อม ได้ลดค่าขนส่งสินค้า ส่วนที่ 2 การเพิ่มพื้นที่ค้าขายให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยการสนับสนุนพื้นที่จากหน่วยงานราชการ และพื้นที่ของเอกชน ให้ผู้ประกอบรายเล็กมีช่องทางทำมาค้าขายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีหลายหน่วยงานให้ความร่วมมือ เช่น กระทรวงกลาโหมได้นำพื้นที่ค่ายทหารมาทำเป็นตลาดนัด กระทรวงมหาดไทยในการใช้ลานหน้าศาลากลางจังหวัด รวมไปถึงมีการจัดตลาดพาณิชย์กว่า 1,300 ครั้ง ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เป็นต้น ส่วนที่ 3 การลดค่าครองชีพให้ประชาชน ด้วยการจับมือผู้ผลิตและผู้ค้าส่งรายใหญ่เพื่อลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้า โดยมีภาคเอกชนทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ผู้ให้บริการในปั๊มน้ำมันและแพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์รวม 130 ราย มีร้านสาขาย่อยกว่าแสนสาขาครอบคลุมทั้งประเทศ ให้ความร่วมมือในการลดราคาสินค้าในโครงการนี้ นายกรัฐมนตรีระบุ รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากถึง 110,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งของทุกฝ่าย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาครัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ส่วนภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลยังจะทำงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อฟื้นฟูเศรฐกิจไทยให้กลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง โดยมีแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งฝากพี่น้องประชาชนติดตามการดำเนินโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้ เราจะทำงานร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเข้มแข็ง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนไทยทุกคนไปด้วยกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะผู้ร่วมงาน ทำพิธีเปิด วางป้ายโครงการฯ ลงบนแท่น และนายกรัฐมนตรี VDO Call พูดคุยแลกเปลี่ยน และรับชมถ่ายทอดบรรยากาศกิจกรรมฟื้นฟูจากสถานที่จริงในทุกภูมิภาค 5 แห่ง ผ่านโปรแกรมระบบ Zoom จ.ขอนแก่น จ.ลพบุรี จ.อุดรธานี จ.ภูเก็ต และจ.เชียงราย โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามตัวแทน และแสดงความยินดีที่ได้ยินว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้สร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งตัวแทนจ.ขอนแก่น ผู้ประกอบการ SME ได้นำเสนออัตลักษณ์ของขอนแก่น โดยผู้ประกอบการได้พูดคุยและเชิญชวนนายก ฯ ให้มารับประทานไก่ย่างเขาสวนกวาง และขอบคุณที่สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก โดยนายกฯ กล่าวว่า ถ้ามีโอกาสจะไปรับประทาน เพราะสมัยเด็ก ได้รับประทานในระหว่างลงพื้นที่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้น นายกรัฐมนตรี ฝากตัวแทน จ.ลพบุรี ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ยังมี ตัวแทนจ.อุดรธานี กล่าวว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก ขอบคุณรัฐบาลที่ได้จัดโครงการนี้ขึ้นมา และให้ความสำคัญกับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่วนของตัวแทนจาก จ.ภูเก็ต กล่าวว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและได้ประสานเครือข่ายภาคเอกชน โครงการวันนี้ประชาชนที่ให้ความสนใจและตอบรับเป็นจำนวนมาก ขอบคุณภาครัฐที่ช่วยลดค่าของชีพให้กับประชาชน มั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจของจ.ภูเก็ตคึกคักอย่างแน่นอน ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการ 13 บูธ อาทิ บิ๊กซี ยูนิลีเวอร์ บริษัทในเครือปตท. SeaValue Thai union OSOTSPA Central retail ฯลฯPublished caption :Prime Minister Paetongtarn Shinawatra speaks at the launch of the government’s latest project to create a sustained economic stimulus chiefly targeting small-scale businesses that could generate up to 110 billion baht for the economy.

IMAGE

"NEXT STEP พม."

Published on 09/10/2024

» วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) แถลงผลงาน 1 ปี และมอบนโยบาย กระทรวง พม. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 "NEXT STEP พม." ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ พร้อมทั้งหัวหน้าและเจ้าหน้าที่หน่วยงานทีม พม. หนึ่งเดียวจังหวัดทั่วประเทศรับชมถ่ายทอดสดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นายวราวุธ กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมา ในบ้านสีชมพูหลังใหญ่แห่งนี้ ตนขอบคุณอย่างจริงใจ ต่อผู้บริหาร เพื่อนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายต่างๆ ที่ได้ทุ่มเททำงานนอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ฟื้นฟู เยียวยา จนเกิดเป็นทีม “พม.หนึ่งเดียว” และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันในขณะนี้ มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤตประชากรจากเด็กเกิดน้อย แรงงานลด และผู้สูงอายุเพิ่ม ภาวะโลกร้อนกับคนเปราะบาง ซึ่งมีขีดความสามารถในการปรับตัวรับมืออย่างจำกัด โดย 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ปัญหาที่มีและยังมีอยู่ เราจะทำอย่างไรให้ระบบสวัสดิการสังคมยั่งยืน สามารถแก้ปัญหาได้แท้จริง ไม่ใช่เฉพาะหน้า แต่ต้องยั่งยืน และเหมาะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยขีดความสามารถ และข้อจำกัดของภาครัฐ ด้านงบประมาณ และกฎหมายที่มีอยู่ไม่ตอบโจทก์ ฐานข้อมูลด้านสังคม ทักษะและความรู้เฉพาะทางนายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวง พม. ได้แก่ ข้อที่ 5 เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน และการประกอบอาชีพ และข้อที่ 10 ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคม ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สำคัญ ได้แก่ คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวกตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่สำคัญคือการเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม เด็กไทยทุกคนจะต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตราฐาน พร้อมยกระดับทักษะและปลดล็อกศักยภาพของคนไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เสริมทักษะเดิม เพิ่มทักษะใหม่ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนดึงศักยภาพของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้วิสัยทัศน์ : คนไทยมีความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยยึดนโยาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีภารกิจหลักคือ พัฒนาศักยภาพ และสร้างโอกาสให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มเปราะบางก้าวข้ามคำว่า “เปราะบาง” มีงาน มีรายได้ สามารถอยู่ร่วมในสังคม และพร้อมส่งต่อโอกาสสู่ผู้อื่นต่อไป และเราได้จัดตั้งศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. เพราะเหตุด่วน เหตุร้ายทางสังคม ต้องรวดเร็วในการเข้าถึงปัญหา แก้ปัญหาตรงจุด ติดตามและรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นภารกิจร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใต้ ศรส. นอกจากนี้ เรามีการเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) ต่อผลกระทบจากโลกร้อน สำหรับกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งเราต้องรู้ ต้องเข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และเราจะต้องสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวให้นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำงานของกระทรวง พม. ในปีที่ 2 เราจะเร่งต่อยอดงานที่ทำแล้ว พร้อมๆ กับเร่งพัฒนางานใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องต่อไป ตามนโยบายรัฐบาล โดยในด้านเด็ก ต้องเติบโตสมวัย อย่างมีคุณภาพ ด้วยการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก สร้างความมั่นคงในระบบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด และสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก สำหรับคนพิการนั้น กระทรวง พม. จะต้องสร้างโอกาสในชีวิต จากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท จัดให้มีล่ามภาษามือครบทุกจังหวัด ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนานวัตกรรมกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ และสร้างเจตคติเชิงบวกต่อสังคม ส่วนผู้สูงอายุ จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เช่น ผลักดันให้เกิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ผลักดันการจ้างงานผู้สูงอายุ รวมถึงปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ และสุดท้ายคือผู้ยากไร้ เราจะต้องสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยต้นแบบจากนิคมสร้างตนเอง สร้างโอกาส มีบ้าน มีสุข เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ และส่งเสริมความร่วมมือทุนทางสังคมในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางนายวราวุธ กล่าวว่า ก้าวต่อไปในปีที่ 2 และต่อๆ ไป นั้น เราจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมไทยให้ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตอย่างพอเพียง โดยเริ่มที่การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน ปลอดภัย และเป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลร่วมกัน ภายใต้แนวทางฐานข้อมูล พม.ดิจิทัล ภายในปีงบประมาณ 2568 นี้ และต่อด้วยโครงการ Flagship 9 โครงการ ที่ต่อยอดนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ประกอบด้วย 1. ยกระดับการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย 2. ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ 3. สร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ และสร้างต้นแบบนิคมสร้างตนเอง 4. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เข้าถึงสิทธิ และการจัด Friendly Design ที่เหมาะแก่คนพิการ 5. สร้างหุ้นส่วนทางสังคม สู่สวัสดิการที่ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบ CSR ดึงภาคเอกชน สร้างพันธมิตรทางสังคมระบบอาสาสมัคร 6. แผนจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อกลุ่มเปราะบาง 7. การขับเคลื่อนพันธกรณีระหว่างต่างประเทศที่สำคัญ 8. การสื่อสารประชาสัมพันธ์ทางสังคมเชิงรุก และ 9. พัฒนาศักยภาพบุคลากร พม.นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้ เป็นภารกิจทางสังคมของกระทรวง พม. เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง ทั้งนี้ เราทีม พม.หนึ่งเดียว จะทำภารกิจนี้ไปด้วยกัน และตนยินดีรับฟังทุกภารกิจ และสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ขอให้พวกเราคุยกัน ปรึกษาหารือกัน และทำงานด้วยกันแบบ “พม.หนึ่งเดียว” ภายใต้บ้านสีชมพูหลังนี้ ถึงแม้งานของเรานั้นต้องเสียสละอย่างมาก แต่ขอให้ทุกคนเริ่มต้นที่ตัวเรา มั่นใจ และภูมิใจว่า ทุกสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อตัวเรา แต่เพื่อพี่น้องคนไทย ประเทศไทย และยังส่งผลต่อความยั่งยืนของโลกใบนี้ โดยที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังPhoto By Chanat KatanyuPublished caption :Looking backSocial Development and Human Security Minister Varawut Silpa-archa takes to the stage to speak about the ministry’s achievements in the past fiscal year. The event yesterday addressed issues of Thailand’s low birth rate and the economic repercussions of an ageing society.

IMAGE

Hospital help

Published on 14/05/2020

» ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมามากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกความร่วมมือสร้าง 2 นวัตกรรม หุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อ และหุ่นยนต์ฟู้ดดี้ (Foodie) ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายต่อการติดเชื้อและทดแทนงานหนักของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลในยุคที่เผชิญ COVID-19 จากผลสำเร็จในการทดสอบ คาดจะนำมาใช้ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในเร็วๆ นี้ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การนำนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ AGV และเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาดิจิทัลเฮลท์แคร์ (Digital Healthcare) แก่โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งและมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะความท้าทายของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และนวัตวิถี New Normal อีกทั้งปริมาณขยะติดเชื้อจากหน้ากากและอุปกรณ์ในรพ.เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์ในรพ.ทำให้ภาระงานหนักและความเสี่ยงมากขึ้นต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 และโรคระบาดต่างๆที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สร้าง 2 นวัตกรรม คือ 1.หุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลภาคสนาม และ2.หุ่นยนต์ฟู้ดดี้ (Foodie) ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย โดยใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัตโนมัติ AGV (Automated Guide Vehicle) รองรับงานหนักและงานเสี่ยงอันตรายด้วยระบบการทำงานขนส่งในโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ทั้งนี้การประยุกต์ใช้ AGV เข้าสู่งานบริการสาธารณสุข จะเสริมสร้างศักยภาพในการลดการแพร่ระบาดโควิด-19 และเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวเป็นผู้นำบริการเฮลท์แคร์และอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ (New S-Curve) ยกระดับพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) เพื่อคุณภาพและความก้าวหน้าของบริการสาธารณสุขแก่ประชาชน พร้อมไปกับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของบุคลากรที่ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัลได้ทำงานที่ใช้ทักษะทางความคิดสูงขึ้นสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ลดการนำเข้าเทคโนโลยี AGV และซอฟท์แวร์ปีละกว่า 200 ล้านบาท ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการเอจีวีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำหรับงานบริการในสถานประกอบการสาธารณสุข กล่าวว่า หุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อ เกิดจากการมองเห็นปัญหาของขยะติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญยิ่งทั้งภายในโรงพยาบาลและสิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง ทางทีมผู้วิจัยจึงได้คิดค้น หุ่นยนต์ Wastie เก็บขยะติดเชื้อ ประกอบด้วย AGV แบบระบบนำทางด้วยเทปแม่เหล็ก และแขนกล(CoBot) สำหรับยกถังขยะโหลดขึ้น โดยมีระบบ Machine Vision ในการจำแนกประเภทวัตถุและตำแหน่ง การยกแต่ละครั้งได้สูงสุด 5 กิโลกรัม ส่วนของ AGV สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 500 kg ความเร็วในการเคลื่อนที่ไม่ต่ำกว่า 8 เมตรต่อนาที ใช้ระบบนำทางแบบ Magnet โดยติดเทปแถบแม่เหล็กไว้ที่พื้นเป็นเส้นนำทาง การทำงานหุ่นยนต์จะเคลื่อนที่ไปตามแนวเส้นนำทาง การทำงานเริ่มจากขดลวดกระตุ้นผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยที่มีชุดตรวจจับคอยตรวจจับทำให้การเคลื่อนที่มีความเที่ยงตรงและแม่นยำ เมื่อถึงจุดรับขยะ จะอ่านบาร์โค้ด แล้วยกถังขยะติดเชื้อไปยังกระบะจัดเก็บ หากใช้ใน 4 โรงพยาบาล จะสามารถขนส่งขยะติดเชื้อได้ประมาณ 10 ตันต่อวัน ช่วยลดปัญหาของการหยุดชะงักของการบริการขนส่งจากปัญหาการติดเชื้อของบุคลากรในโรงพยาบาลแล้วส่งผลให้การขนส่งล่าช้าได้มากกว่า 50% หุ่นยนต์ Foodie ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย ตอบโจทย์ช่วยลดภาระบุคคลากรทางการแพทย์จากการสัมผัสตรงกับผู้ป่วย ดังเช่นผู้ป่วยโควิด-19 ต้องใช้บุคคลากรทางการแพทย์ 2 คนดูแลเป็นกิจวัตร รวมทั้งงานหนักที่ต้องใช้คนและเวลามากโดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่มีความแออัดและผู้ป่วยจำนวนมาก ทางทีมผู้วิจัยจึงได้สร้างสรรค์นวัตกรรม หุ่นยนต์ Foodie ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย ใช้ระบบนำทางอัจฉริยะด้วยข้อมูลแผนที่ในตัวหุ่นยนต์แบบ QR-Code Mapping สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 30-50 kg ความเร็วในการเคลื่อนที่ 8 เมตรต่อนาที ลักษณะหุ่นยนต์ประกอบด้วยชุดขับเคลื่อนที่นำทางด้วยการใช้กล้องอ่าน QR Code บนพื้น AGV จะเคลื่อนที่ตามที่ได้โปรแกรมไว้ และจดจำพิกัดและคำสั่งตามที่บันทึกไว้ในแต่ละ QR-Code ในส่วนของระบบการส่งอาหาร เน้นการขนส่งครั้งละมาก ๆ เพื่อบรรลุเป้าในการทดแทนการคนส่งด้วยมนุษย์ และการออกแบบกลไกให้ส่งถาดอาหารเข้าสู่จุดหมายแบบไม่ไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในการพัฒนา Foodie สามารถนำส่งอาหาร 3 มื้อ เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ไปยังห้องผู้ป่วยหรือเตียงผู้ป่วยในวอร์ดได้ประมาณ 200 คน ต่อวัน รวมทั้งการนำกลับ ด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์ถือเป็นหัวใจของการควบคุมให้เกิดความสมบูรณ์ของนวัตกรรมหุ่นยนต์ขนส่งวัสดุแบบอัตโนมัติทั้ง 2 แบบ สำหรับการจัดลำดับงาน การกำหนดเส้นทางจราจร การจัดเก็บข้อมูลเฉพาะของ รวมถึงการผสานการใช้อุปกรณ์แขนกลในการหยิบจับสิ่งของได้อย่างสะดวก และใช้การผสานกลไกตามหลักฟิสิกส์ (Karakuri) เข้ามาในการขนถ่ายสิ่งของแบบหลักการแรงโน้มถ่วง (ไม่มีไฟฟ้าในระบบ) เป็นการทดแทนการขนถ่ายสิ่งของแบบไม่มีมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ตอบโจทย์งานขนส่งและการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลสนามให้มีประสิทธิภาพ โดยทีมวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์และออกแบบสร้างแฟลตฟอร์ม ควบคู่กับการจัดประเภทของฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์และ AGV ตามหลักวิศวกรรมและโลจิสติกส์ ส่วนการเชื่อมต่อหุ่นยนต์กับ IoT ของเจ้าหน้าที่ รพ.เพื่อการรายงานและควบคุมมีการเร่งดำเนินการให้ระบบทำงานได้อย่างสมบูรณ์ นพ.สมชาย ดุษฎีเวทกุล หนึ่งในทีมผู้วิจัย และรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จุดเด่นของหุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อ และหุ่นยนต์ฟู้ดดี้ (Foodie) ส่งอาหาร-ยา ที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก นวัตกรรมทั้งสองนี้ สามารถขนส่งชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักได้มากกว่าหุ่นยนต์ทั่วไป และคุ้มค่าต่อคาบเวลาในการขนส่งใน รพ. อีกทั้งมีความแม่นยำของการขนส่งในเส้นทางที่เป็นกิจวัตรประจำ สามารถหยุดตามสถานี เพื่อทำงานในโหมดที่มีคำสั่งที่แตกต่างกันได้ ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเส้นทางใหม่หากมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างแข็งแรงและทำงานได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับลักษณะงานของโรงพยาบาล คาดว่าจะสามารถทดแทนการใช้แรงงานบุคลากรในการขนย้ายเวชภัณฑ์ อาหาร พัสดุ และการขนย้ายขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลได้มากกว่า 30% จากภาวะวิกฤติโควิด-19 โรงพยาบาลในประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และตอบรับ วิถีใหม่ New Normal ของคนไทยและสังคมเศรษฐกิจไทยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณค่า โดยการนำนวัตกรรมและดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาระบบโลจิสติกส์สาธารณสุขใน รพ. ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการรักษาพยาบาล ความปลอดภัยของประชาชนและบุคคลากร นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุน และลดงานที่ซ้ำซ้อน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ บริการใหม่ที่ใช้ดิจิตอล การวิเคราะห์เพื่อการรักษาด้านสุขภาพ เพื่อให้มีต้นทุนที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้ และปรับให้เหมาะกับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน สร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยในการรักษาที่ดีขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพPublished caption : A technician places a tray of food inside a ‘Foodie’ robot to be delivered to patients. The Foodie and Wastie robots were developed by Mahidol University to lessen the transmission of contagious diseases.