Showing 1 - 10 of 103
Published on 04/05/2025
» บรรยากาศญาติผู้ป่วยเดินทางมาขอยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน จาก "ศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์การแพทย์" วัดบางจาก อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผ่าน“โครงการบรรเทาทุกข์ ปันใจ ปันสุข”ศูนย์ที่ให้บริการยืมอุปกรณ์การแพทย์ฟรีที่มีอุปกรณ์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เครื่องช่วยหายใจ เครื่องผลิตออกซิเจน รถเข็นวีลแชร์ และอื่นๆอีกมากมาย "ศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์การแพทย์"เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนวัยเกษียณ ภายใต้ชื่อกลุ่มว่า “ทีมป้าแดงอาสามาช่วย” ที่มีทั้งอดีตพยาบาล เจ้าของกิจการ แพทย์ พยาบาล และจิตอาสา จุดประสงค์ของการตั้งศูนย์แห่งนี้เพื่อบรรเทาทุกข์ของหลายครอบครัวที่มีผู้เจ็บป่วยติดบ้าน ติดเตียงและต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการดูแล โดยเพราะอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วยที่มีราคาสูง ทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถจัดหามาใช้ได้ โครงการนี้เกิดขึ้นมาจากแนวความคิดของ “ป้าแดง” อมราพร องอาจอิทธิชัย ชาวจังหวัดเชียงราย วัย 63 ปี อดีตพยาบาลโรงพยาบาลชลประทาน ปากเกร็ด และได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสวัดบางจาก ในการจัดสร้างอาคารสถานที่เอาไว้บริการแก่ผู้มาขอยืม และนอกจากการให้ยืมในพื้นที่ ป้าแดงและทีมงานยังจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆไปยังโรงพยาบาลที่ขาดแคลน และผู้ป่วยที่ขาดแคลนทั่วประเทศด้วยPhoto By CHANAT KATANYU---------------------------------------Published caption::Help at hand...A staff member at Wat Bang Chak in Nonthaburi’s Pak Kret district logs medical equipment which is available for hire by patients who require treatment at home. CHANAT KATANYU
Published on 30/04/2025
» เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ที่โรงแรมโนโวเทล แพลตตินัม ประตูน้ำกทม. โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน จัดเวทีเสวนาหัวข้อ แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2568 รับมือกำแพงภาษีและสงครามการค้า โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ Re-positioning Thailand: วางตำแหน่งใหม่เศรษฐกิจไทยในสงครามการค้าว่า หน้าที่ของ สส.ทุกคน ไม่ว่าจะมาจาก ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงภาคประชาชน ภาคเอกชนต่างๆ คือ การส่งข้อเสนอที่ดีที่สุดไปยังทีมไทยแลนด์ หรือคณะผู้แทนเจรจาของประเทศไทยในการเดินทางไปเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะกับประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อให้ไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่การเตรียมมาตรการรับมือปรับตัวกับนโยบายของรัฐบาล หรือให้เอกชนปรับตัวกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับสงครามการค้าโลก นายณัฐพงษ์ เสนอยุทธศาสตร์ 5 เสา ที่สามารถดำเนินการคู่ขนานได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรอให้การเจรจาจบ คือ 1.เจรจา ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นภารกิจแรกที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด เช่น หากเราจะต้องยอมนำเข้าสินค้าบางอย่างจากสหรัฐฯ สินค้าต่างๆ เหล่านั้นก็ต้องไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภคในประเทศเรา หรือไม่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศคู่ค้าประเทศอื่นของไทย ไม่ให้เกิดการกีดกันทางการค้าต่อไทยมากยิ่งขึ้น 2.กระชับความสัมพันธ์ในเวทีต่างๆ ซึ่งหลักใหญ่ใจความคือเรื่องการค้าเป็นธรรม เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาร่วมกัน ประเทศที่ขาดดุลอาจได้รับการสนับสนุนบางอย่างจากประเทศเกินดุลหรือไม่ เช่น การพัฒนาและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นคู่หูพัฒนาประเทศร่วมกัน ซึ่งยังต้องดูในเรื่องกรอบห่วงโซ่อุปทาน กรอบสังคมวัฒนธรรม กรอบภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกันด้วย 3.รับมือ ในส่วนทางตรง หากเกิดมีสินค้าล้นทะลักเข้าไทยจะต้องมีมาตรการในการป้องกัน เช่น ป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย การกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตในประเทศกับต่างประเทศ เรื่องมาตรฐานสินค้า 4.เยียวยา ซึ่งคงต้องมีการปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนแน่นอน จะต้องมีการออกแบบมาตรการเยียวยาอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้เร็วที่สุด เช่น หากไทยจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งอาจมีต้นทุนการนำเข้าที่ถูกกว่าการผลิตในประเทศ คนที่จะได้เปรียบในสมการนี้ คือคนที่ผลิตหรือแปรรูปอาหารสัตว์ เราจะมีมาตรการในการเยียวยา เพื่อแบ่งสันปันส่วนในห่วงโซ่อุปทานใหม่นั้นอย่างไร ทำให้คนที่ได้ประโยชน์มากขึ้นเข้าไปเยียวยาให้กับผู้ที่เสียประโยชน์ และ 5.ลงทุน เราจะคิดเฉพาะแค่ไทยเก่งอะไรหรือต้องลงทุนอะไรอย่างเดียวไม่พอ แต่ยุทธศาสตร์ในการลงทุน จะต้องตอบโจทย์เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานโลก และสังคมวัฒนธรรมด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้สอดรับกับระเบียบโลกใหม่... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https:www.khaosod.co.th/politics/news_9739430Published caption :Driving the economyNatthaphong Ruengpanyawut, leader of the People’s Party, explains how to steer the economy through global and domestic challenges, during a discussion organised by the party yesterday.
Published on 09/04/2025
» (ในภาพ) นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เดินตรวจดูบริเวณโซนเยี่ยมญาติระหว่างมีผู้ต้องขังกับญาติสามารถใช้สิทธิ์ได้ตามปกติ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นำร่องในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดียังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลักรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยขยายการดำเนินการในครั้งนี้ไปยังเรือนจำอื่นๆ และถือปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องขังต่อไปวันพุธที่ 9 เมษายน 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดเรือนจำนำร่องในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี โดยมีนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ กระทรวงยุติธรรม ได้มีนโยบายให้กรมราชทัณฑ์ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักการปฏิบัติของสากลเพื่อยกระดับของการปฏิบัติต่อบุคคลที่ตามกฎหมายแล้วถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับหลักสากล อันจะส่งผลต่อการฟื้นฟูหลักนิติธรรมของประเทศ สำหรับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถือเป็นเรือนจำต้นแบบในการแยกการปฏิบัติของผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีออกจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ซึ่งนอกจากจะมีการแยกพื้นที่กันอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังจะมีการนำโปรแกรมต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาใช้ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ต้องขังในเรื่องของการให้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี การส่งเสริมความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการจัดสวัสดิการต่าง ๆ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) ในเรือนจำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดเดียวกัน โดยให้มี ๑ เรือนจำ ทำหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ส่วนเรือนจำอื่นในจังหวัดให้ทำหน้าที่ควบคุมนักโทษขังเด็ดขาด ประกอบด้วย ๘ กลุ่มจังหวัด ดังนี้กลุ่มจังหวัดลำปาง กลุ่มจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มจังหวัดขอนแก่น กลุ่มจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มจังหวัดสงขลา กลุ่มจังหวัดปทุมธานี และกลุ่มจังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ควบคุมผู้ต้องขังคดีทั่วไป และคดียาเสพติดให้โทษ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นสอบสวน - ไต่สวน พิจารณา และควบคุมผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีกำหนดโทษเหลือไม่เกิน ๕ ปี ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ในอัตราส่วน 1.6 ตารางเมตรต่อผู้ต้องขัง 1 คน เพื่อทำงานสุขาภิบาลต่างๆ หรือภารกิจอื่นในเรือนจำ ในส่วนของการปฏิบัตินั้นได้มีการจัดทำแนวทางการปฏิบัติขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ประกอบด้วย การปรับปรุงชุดของผู้ต้องขังสำหรับการไปศาล การให้ความรู้ทางกฎหมาย รวมถึงการพบปะกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะทนายความ การเยี่ยมญาติใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นต้น โดยในครั้งนี้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสหการณ์ เพร็ชนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเสวนาใน Exclusive Talk เรื่อง จัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) อีกทั้งยังมี Mini Talk เรื่อง อิสรภาพที่หายไป ก่อนการตัดสินสิทธิและโอกาสในการพิสูจน์ตนเองของชีวิตหลังกำแพง พร้อมด้วยหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คุณอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช (เบนซ์ เรซซิ่ง) คุณพัฒนพล มินทะขิน (ดีเจแมน) คุณนพนันท์ ทองเคลือ (เอิร์น วัดใหญ่) เพื่อร่วมกันแบ่งปันความรู้ในประเด็นดังกล่าวทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ ยังคงตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดียังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลักรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยขยายการดำเนินการในครั้งนี้ไปยังเรือนจำอื่นๆ และถือปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องขังต่อไปPublished caption :Prisoner welfareSahakarn Petcharin, Director-General of the Department of Corrections, inspects the visiting area at Bangkok Remand Prison where a pilot project to enhance the rights of prisoners who are under trial is underway.
News, Editorial, Published on 02/12/2024
» Anocha Panjoy's disappearance 46 years ago remains a haunting chapter in Thailand's history.
Published on 22/10/2024
» Challenge ร้อยความรู้สึก : การเดินทางของความรู้สึกจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน การแบ่งปันความรู้สึก ความคิดกับความสูญเสีย “โศกนาฏกรรมตากใบ” โดยใช้ผ้าเป็นสื่อในการถ่ายทอด แสดงความคิดเห็น โดยกิจกรรมจะไปสิ้นสุดที่เมืองยะลา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การเดินทางของความรู้สึกจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน การแบ่งปันความรู้สึก ความคิดกับความสูญเสีย “โศกนาฏกรรมตากใบ” โดยใช้ผ้าเป็นสื่อในการถ่ายทอดแสดงความคิดเห็น หัวข้อ “ตากใบตลอดระยะเวลา 20 ปี และทิศทางของคดีกับเวลาที่เหลือ“Photo By ABDULLOH BENJAKAT---------------------------------------Published caption::Activists hold banners with messages decrying injustices in the 2004 Tak Bai massacre case in Narathiwat. Several suspects charged in connection with the case are missing with the statute of limitations set to expire on Friday. ABDULLOH BENJAKAT
Aekarach Sattaburuth, Published on 25/09/2024
» Opposition MP Romadon Panjor has urged Prime Minister Paetongtarn Shinawatra to do more to ensure that police promptly bring suspects in two cases stemming from the 2004 Tak Bai massacre to stand trial, as the deadline draws near.
Published on 09/09/2024
» เปิดศูนย์ food bank ครบ 50 เขต ครั้งแรก ที่สำนักงานเขตสะพานสูง โครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำ และ สังคมยั่งยืน ที่ ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตสะพานสูงBKK Food Bank ธนาคารอาหาร เมืองแห่งการแบ่งปัน ปัจจุบันใน กทม. ยังมีประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้มีรายได้น้อย ตกงาน ที่ยังขาดแคลนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน เราก็พบว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตเป็นอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) และถูกทิ้งเป็นขยะทุกวัน กทม.มีทั้งผู้ที่ขาดแคลน และผู้ที่อยากแบ่งปัน ดังนั้นถ้าเราสามารถเป็นตัวกลางที่ทำให้คนที่ขาดแคลนและคนที่อยากแบ่งปันมาเจอกันได้ ก็จะทำให้ปัญหาลดลง เราจึงจัดทำโครงการ Food Bank ธนาคารอาหารขึ้น โดยรวบรวมอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค จากผู้ที่อยากแบ่งปัน เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ที่ขาดแคลน โดยเราจะจัดเป็นที่เก็บของคล้ายๆ ร้านสะดวกซื้อ และให้กลุ่มผู้เปราะบางที่อยู่ในฐานข้อมูลของแต่ละเขตมาเลือกของที่ต้องการ เช่น ข้าวสาร ไข่ น้ำปลา น้ำตาล เสื้อผ้า โดยใช้แต้มที่เรามอบให้มาแลก เช่น ได้คนละ 200 แต้ม ข้าวสาร 50 แต้ม น้ำตาล 20 แต้ม ปลากระป๋อง 15 แต้ม ทำให้เป็นการแบ่งปันตามความต้องการอย่างแท้จริงPhoto By VARUTH HIRUNYATHEB---------------------------------------Published caption::Model example...People browse at a food bank, the first of its kind, in Bangkok’s Saphan Sung district. Food items at the bank are available free of charge to people in vulnerable groups. City Hall targets setting up similar food banks in all districts of the capital. VARUTH HIRUNYATHEB
Published on 28/11/2023
» 1.นายเดวิด เดลี (Mr. David Daly) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย2.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์3.นางสาวอันนา สคาวุซโซ (Ms. Anna Scavuzzo) รองนายกเทศมนตรีนครมิลาน4.นายเปาโล ดิโอนิซี (Mr. Paolo Dionisi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย(28 พ.ย. 66) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดตัวนโยบายอาหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2566-2570 ตามเครือข่ายกติกาสัญญานโยบายอาหารในเมืองมิลาน ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน เขตบางรัก โดยมี นายเดวิด เดลี (Mr. David Daly) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย นายเปาโล ดิโอนิซี (Mr. Paolo Dionisi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย นางสาวอันนา สคาวุซโซ (Ms. Anna Scavuzzo) รองนายกเทศมนตรีนครมิลาน นายพาโบล กานดารา (Mr. Pablo Gandara) หัวหน้าโครงการความร่วมมือระหว่างเมืองและภูมิภาคนานาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและออสตราเลเชีย (โครงการ IURC Asia and Australasia) นายฟิลิปโป กาวาสเซนี (Mr. Filippo Gavazzeni) หัวหน้าสำนักงานเลขานุการเครือข่ายกติกาสัญญานโยบายอาหารในเมืองมิลาน (MUFPP) นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร รักษาราชการแทนปลัดกรุงเทพมหานคร นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร (Chief Sustainability Officer: CSO) และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธีเปิดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังเปิดตัวนโยบายอาหารฯ ว่า เรื่องอาหารเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในเมืองมีการบริโภคอาหาร เกิดอาหารเหลือ เกิดความไม่เท่าเทียมกัน เกิดเรื่องคุณภาพอาหาร เป็นมิติที่อาจไม่ค่อยได้พูดถึงกัน ความร่วมมือวันนี้เริ่มจากที่กรุงเทพมหานครมีความร่วมมือกับเมืองมิลานที่ได้มีการประชุมเรื่องนโยบายอาหารของเมือง โดยมีเมืองเครือข่าย 200 กว่าเมือง พอกรุงเทพมหานครเข้าร่วม ทาง EU ได้ให้เงินสนับสนุนให้กรุงเทพมหานครทำนโยบายอาหารกรุงเทพมหานครเหมือนกับมิลาน เป็น Bangkok Food Policy เน้นความเท่าเทียม คุณภาพ และความยั่งยืน มีนโยบาย 7 ด้าน ได้แก่ เสริมความเข้มแข็งการผลิตอาหารในเมือง สร้างมาตรฐานตลาดและจุดกระจายสินค้าเกษตรและอาหาร ยกระดับสถานประกอบการอาหารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ธนาคารอาหารและส่วนลดค่าอาหาร จัดการขยะอาหารเป็นระบบครบวงจร ส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็กและประชาชน และหลักธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อให้มีความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีนโยบายอาหารของกรุงเทพมหานครผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น เรื่องธนาคารอาหาร ซึ่งจะมีการดำเนินการเป็นต้นแบบในบางเขตก่อน โดยเริ่มที่เขตห้วยขวางแล้วค่อยขยายไปเขตอื่น ตอนนี้ที่เขตห้วยขวางมีการทำศูนย์ที่มารับอาหารได้ ต่อไปจะมีการพัฒนาเป็นดิจิทัลให้เป็นเครดิตหรือเป็นแต้มให้คนที่ต้องการสามารถเข้ามาชอปปิ้งและหักแต้มไปเหมือนไปซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเขตจะเป็นคนดูว่าใครที่จะได้รับสิทธิ์หรือแต้มตรงนี้ทั้งนี้ นโยบายอาหารเป็น 1 ใน 8 ด้าน ของเป้าหมายการผลักดันความยั่งยืนเมือง ประกอบด้วย 1. ขยะ 2. ขนส่ง 3. พื้นที่สีเขียว 4. พลังงาน 5. อากาศ 6. น้ำ 7. อาหาร 8. บริหารจัดการและเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับกิจกรรมการเปิดตัวนโยบายอาหารฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 พฤศจิกายน 2566 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่ 1. การนำเสนอนโยบายอาหารของกรุงเทพมหานคร เป็นการนำเสนอกระบวนการการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครที่ผ่านการประสานความร่วมมือจากเครือข่ายกติกาสัญญานโยบายอาหารในเมืองมิลาน (Milan Urban Food Policy Pact : MUFPP) และ International Urban and Regional Cooperation Asia and Australasia : IURC Asia and Australasia) ของสหภาพยุโรป นำไปสู่การร่างนโยบายอาหารกรุงเทพมหานคร เพื่อไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเมืองสมาชิก MUFPP เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยเครือข่ายภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมต่อความร่วมมือระหว่างกัน 2. การเสวนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เป็นการอภิปราย และแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการอาหารของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเร่งรัดการดำเนินงานของเมืองและการนำนโยบายด้านการบริหารจัดการอาหารครบวงจรของเมืองไปปฏิบัติ โดยมีประเด็นหลักเรื่องธนาคารอาหาร อาหารส่วนเกิน การจัดการขยะอาหาร อาหารโรงเรียน และอาหารปลอดภัย สู่การดำเนินโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และ 3. การศึกษาดูงานการดำเนินงาน District Food Management Sandbox ได้แก่ 1) การเยี่ยมชม BKK Food Bank Huai Khwang District Model ของสำนักงานเขตห้วยขวาง เป็นการนำเสนอการบริหารจัดการอาหารในพื้นที่เขต การจัดทำโครงการ Food Bank การดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายตามแนวคิด “บวร” ได้แก่ วัดพระราม 9 เฉลิมพระเกียรติ ชุมชนในพื้นที่ และโรงเรียนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร และเป็นต้นแบบอาหารสำหรับนักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างยั่งยืน 2) การเยี่ยมชม District Food Management Sandbox ของสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ เป็นการนำเสนอการบริหารจัดการอาหารของเขตซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องธุรกิจร้านอาหาร และการบริหารจัดการอาหารร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน การจัดทำ Food Bank และการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่เขตชั้นในที่เป็นแหล่งผลิตอาหารPhoto By Somchai Poomlard ---------------------------------------Published caption::Serving up food policy... Bangkok governor Chadchart Sittipunt and high-level delegates from Europe make heart symbols with their fingers at the unveiling of City Hall’s policy to promote Bangkok as the City of Food to strengthen food security and sustainability. Somchai Poomlard
Published on 04/10/2023
» ภาพ “ข้าวตอกตั้ง” ในงานมอบเกียรติบัตรแก่ชมรมไทยรามัญแป้นทอง และชุมชนแป้นทองสัมพันธ์ เขตคลองสามวา เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจในโอกาสที่ “ข้าวตอกตั้ง” ของชมรมไทยรามัญแป้นทอง ในชุมชนแป้นทองสัมพันธ์ ได้รับคัดเลือกตามกิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) "รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste" ประจำปี 2566 ณ บริเวณโถง อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดงสำหรับ “ข้าวตอกตั้ง” เป็น 1 ใน 77 เมนู ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ในปี 2566 โดยก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการผลิตเพื่อจำหน่ายแต่เป็นการผลิตหรือจัดทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายหรือแบ่งปันกันในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งหลังจากได้รับคัดเลือกเป็น “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ในปี 2566 ได้รับความสนใจจากประชาชนในการซื้อมารับประทานและเป็นของฝากในโอกาสต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ผู้สนใจสนับสนุน “ข้าวตอกตั้ง” ภูมิปัญญาชุมชนไทยรามัญแป้นทอง ของดีคลองสามวา ดูรายละเอียดที่เพจ ข้าวตอกตั้ง มอญสามวา หรือโทร. 062-3587788 และ 083-8405785Photo By PORNPROM SATRABHAYAPublished caption :Sweet reward for ethnic dough Khao Tork Tang, a dough with a crunchy exterior native to the Thai-Raman ethnic group, has been selected for the ‘one-province-one-menu’ award by the Cultural Promotion Department.
Published on 29/06/2023
» ทหาร หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร เดินลาดตระเวน ต้นแม่น้ำสุริยะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีทบ. ได้มีการสับเปลี่ยนกำลังทหาร ที่ดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี กาญจนบุรี ใหม่ โดยมอบหมาย ให้ ทหาร ฉก.ราชมนู กองกําลังนเรศวร กองทัพภาค3 เข้ามาวางกำลังดูแลพื้นที่ แทน “กองกําลังสุรสีห์” กองทัพภาค1 จากเดิมที่เป็นพื้นที่ ใต้สุด รอยต่อ พื้นที่ “กองกําลังสุรสีห์” เนื่องจาก พื้นที่นี้ อยู่ใกล้ จ. ตาก มากกว่า กาญจนบุรี ซึ่ง กองกำลังนเรศวร ดูแลในพื้นที่ จ.ตาก อยู่แล้ว ทบ. จึงให้ดูแล มาถึง พื้นที่นี้ ด้วยเลย จึงมีการถอนกำลังทหาร ของ กกล.สุรสีห์ พล.ร.9 กลับไป แล้วให้ ทหารกองกำลังนเรศวร เข้ามาดูแล แทน โดยมีกำลังทหารราบ พล.ร.4 แค่ 11 นาย ประจำฐานปฏิบัติการต้นแม่น้ําสุริยะ โดยเป็นกําลังจากหน่วยขึ้นตรงหน่วยเฉพาะกิจราชมนู จําน 9 ชุดปฏิบัติการ จากกองร้อยทหารราบที่ 1412 อยู่24 วัน แล้ว เปลี่ยนชุดฐานปฏิบัติการต้นน้ําสุริยะ“แม่น้ําสุริยะ หรือ จอยยะ” เป็นภาษาถิ่นไทยกระเหรี่ยง หรือ Hanthayaw ในภาษาทางการของเมียนมา อยู่ในเขตบ้านจะแก ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แบ่ง เขตแดนไทย-เมียนมา เขต Dooplaya รัฐกระเหรี่ยง มีต้นน้ําในไทย ไหลไปบรรจบกับแม่น้ํา สาละวินในเขตเมืองมะละแหม่งที่ตั้งฐานปฏิบัติการ : บ.จะแก ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ในพื้นที่เขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก ห่างเส้นเขตแดนไทย-เมียนมา 300 เมตร ติดยอดเขา สะลังคาน เป็นฐานปฏิบัติการที่อยู่ทิศใต้สุดในความรับผิดชอบของ ใช้เป็นจุดประสาน ระหว่างกองกําลังนเรศวร และ กองกําลังสุรสีห์ พื้นที่ นี้ ใน อดีตเคย พบการกวาดล้างกองกําลังชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนด้าน จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี มีการเผาทําลายหน่วยพิทักษ์ป่าต้นแม่น้ําสุริยะ กองกําลังสุรสีห์ จัดตั้งฐานปฏิบัติการชั่วคราว ตั้งแต่ปี 2542 จัดกําลังลาดตระเวน/ เฝ้าตรวจและได้จัดตั้ง “ฐานปฏิบัติการต้นแม่น้ําสุริยะ” เป็นฐานปฏิบัติการถาวร เมื่อ 2543 รับผิดชอบโดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 14 จากนั้น กองกําลังสุรสีห์ ส่งมอบฐานแห่งนี้ให้กองกําลังนเรศวรรับผิดชอบตั้งแต่ 1 เม.ย.2566 เป็นต้นมาที่เป็นปัญหาคือ ระบบสาธารณสุข แม้จะมีสุขศาลาพระราชทานบ้านเลตองคุ และโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก ก็ตามแต่ พบโรคติดต่อในพื้นที่คือโรคไข้มาลาเรีย โดยมียุงก้นป่องเป็นแมลงนําโรค ดังนั้น กรมแพทย์ทหารบก จึงต้องมาดูแล ทหาร ทั้ง11 ชีวิต ที่ฐานปฏิบัติการต้นแม่น้ำสุริยะพลตรี เกษม ภิญโญชนม์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก นำทีม แพทย์ ทบ. ลงพื้นที่ เพื่อตรวจเลือด และ มอบเวชภัณฑ์ไว้ดูแลตัวเอง พลโท เกษม ระบุว่า ปัจจุบัน พื้นที่ ที่มีปัญหามาลาเรีย คือ ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ. ตาก แลเ สังขละบุรี กาญจนบุรี และ ไทย-กัมพูชา ตราด ที่ภิอเป็น พื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เรื้องเชิ้อมาลาเรีย เพราะ เชื้อดื้อยา เมื่อสับเปลี่ยนกำลัง ทหารจะค้องมีความรู้ในการป้องกัน และดูแลตนเองจาก เชิ้อมาลาเรีย โดยทหารที่นี่ ต้องนอนกางมุ้ง เท่านั่น โดยให้นำ มุ้งชุบน้ำยากันยุง และ ทาครีมกันยุง ของ โรงงานเภสัชกรรมทหาร “ก.ย30” ที่ป้องกันยุง ได้ดี 7 ชม. มีกลิ่นหอม หากพบว่า ติดเชื้อจะต้องทำอย้างไร ป้องก้นเชื้อขึ้นสมอง ก่อนที่จะนำตัว ส่ง รพ . ทั้งโดยรถยนต์ 5 ชม. หรือ โดย ฮ.ลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการพื้นที่ปฏิบัติการตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านเลตองคุฯ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ด้านตะวันออกเป็นแนว เทือกเขาถนนธงชัย แม่น้ําที่สําคัญคือ “แม่น้ําสุริยะ” ซึ่งจะไหลขึ้นเหนือไปรวมเป็น แม่น้ําคายิน แล้วไหลรวมกับแม่น้ําสาละวินที่เมืองมะละแหม่งต่อไปพื้นที่ป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ ถูกบุกรุกทําไร่เลื่อนลอย ผิวดินเป็นดินอ่อน หล่มโคลน เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรในฤดูฝน แต่สามารถสัญจรในฤดูแล้ง สิ่งปลูกสร้าง มีจํานวนน้อย เป็นเพียงที่พักอาศัยชั่วคราวของราษฎรที่ทําการเกษตรสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านไม่มีหน่วยทหารประเทศเพื่อนบ้านด้านตรงข้ามฐานปฏิบัติการ ที่ใกล้ที่สุดคือ “ฐานปฏบัติการบ้านกุยเลอเติ่ง” ระยะห่าง 6 กม. ตรงข้าม บ.เลตองคุ ที่ผ่านมาไม่มี สถานการณ์สู้รบตรงข้ามฐานปฏิบัติแห่งนี้ เนื่องจากเป็นเขตกองกําลังชนกลุ่มน้อยที่ไม่ เป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลเมียนมาการจัดวางกําลังฐานปฏิบัติการต้นแม่น้ําสุริยะจัดกําลังจากหน่วยขึ้นตรงหน่วยเฉพาะกิจราชมนู จํานวน 9 ชุดปฏิบัติการ จากกองร้อยทหารราบที่ 1412 ระบบสาธารณูปโภค : ระบบไฟฟ้าพลังน้ําจากแม่น้ําสุริยะซ่ึงห่างออกไป ๒๐๐ เมตร กําลังผลิต ๕ กิโลวัตต์ และระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ๘ แผง กําลังผลิต ๕๐๐ วัตต์ รวมทั้งมีเครื่องสูบน้ําแบบปั๊มชัก ผลิตน้ําดื่มด้วยเครื่องกรองน้ําPhoto By WASSANA NANUAMPublished caption : Soldiers cross the Suriya River while patrolling the forests along the Myanmar border in Kanchanaburi’s Sangkhla Buri district.