FILTER RESULTS
FILTER RESULTS
close.svg
Search Result for “อุทธรณ์”

Showing 1 - 10 of 51

IMAGE

Jail terms for 2 ex-prosecutors in ‘Boss’ hit-run case

Published on 22/04/2025

» 13.30 น. ศาลทุจริตฯ ตัดสิน "สมยศ" และพวกรวม 6 คน ไม่มีความผิดตามฟ้อง คดีเปลี่ยนความเร็วรถ บอส อยู่วิทยา ส่วน 2 อดีตอัยการพิพากษาสั่งจำคุก "เนตร นาคสุข" 3 ปี ส่วน "ชัยณรงค์" 2 ปี ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบหมายเลขดำ อท 131/2567 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ,เนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด กับพวกรวม 8 คนเป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 200, 83, 86 พรป.ประกอบรัฐธรรมนูญญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 192 . กรณีที่พวกจำเลยทั้งหมด ร่วมกันกระทำผิดเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานในคดี คำให้การพยาน ความเร็วรถยนต์ เพื่อช่วยเหลือนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ผู้ต้องหา เพื่อให้พ้นผิด หรือรับโทษน้อยลง ที่นายวรยุทธ ขับรถสปอร์ตหรูเฉี่ยวชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 . สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 8 คน ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ที่ 1 จำเลยที่ 2 พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน ที่ 2 จำเลยที่ 3 พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.ทองหล่อ ที่ 3 จำเลยที่ 4 นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม อดีตอัยการอาวุโส จำเลยที่ 5 นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร จำเลยที่ 6 นายธนิต บัวเขียว ที่ 6 จำเลยที่ 7 รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักฟิสิกส์ อาจารย์ประจำและหัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ ม.เทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำเลยที่ 8 นายเนตร นาคสุข อดีตรอง อสส. . หลังศาลอ่านคำพิพากษา 3 ชั่วโมง เอกสารประมาณ 140 หน้า ศาลรับฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2567 ใช้เวลาพิจารณประมาณ 5 เดือน พยานเอกสารกว่า 4 หมื่นแผ่น โจทก์ยื่นพยานมา 100 ปาก แต่ศาลคัดไว้ประมาณ 26 ปาก พร้อมรับพยานวัตถุ 4-5 ชิ้น . และในการฟังคำพิพากษาวันนี้ศาลอนุญาตให้จำเลยนั่งฟังคำพิจารณา เนื่องจากใช้เวลาอ่านคำพิพากษานาน ประกอบกับจำเลยสูงอายุ . ศาลพิจารณาว่านายชัยณรงค์ จำเลยที่ 4 เข้าไปโดยอวดอ้างตนขอความกรุณา ไม่ให้เกิน 80 เพราะตามกฎหมายไม่ให้เกิน 80 ซึ่งทุกคนในห้องได้ยินนายชัยณรงค์ กล่าวอ้างสถานะและบทบาทหน้าที่การเป็นอัยการ ศาลมองว่านายชัยณรงค์ ใช้สถานะตัวเองแทรกแซงพนักงานสอบสวนไม่ให้ทำหน้าที่อิสระ เป็นการกระทำความผิดส่วนตัว . ส่วนนายเนตร จำเลยที่ 8 อดีตรองอัยการสูงสุด ศาลพิจารณาว่าใช้อำนาจสั่งฟ้องคดีโดยมิชอบ มีเจตนาช่วยเหลือนายวรยุทธ ให้ได้รับโทษน้อยลง จากการรับฟังพยาน 2 ปากที่ได้มาให้การใหม่เรื่องความเร็วรถซึ่งผ่านมานานแล้ว ทำให้คำให้การของพยานไม่น่าเชื่อถือ แต่จำเลยที่ 8 ใช้ดุลยนพินิจไม่ชอบ ทั้งที่ตัวเองเป็นอัยการระดับสูง ควรต้องใช้ดุลยพินิจโดยรอบคอบ อีกทั้ง ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 8 วินิจฉัยคดีโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ทั้งที่ควรนำตัวนายวรยุทธ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้องค์กรอัยการเสียหาย จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตาม พรบ.ป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ 2561 มาตรา 172 สั่งจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สั่งจำคุก 3 ปี . ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-3 และ 5-7 แต่ให้ออกหมายขัง จำเลยที่ 1-3 และ 5-7 ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ ยกเว้นแต่ยื่นประกันตัว (เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568)---------------------------------------Published caption::Former deputy attorney-general Nate Naksuk, 70,  declined to speak to the media following his sentencing to three years in prison yesterday. CHANAT KANTANYU

THAILAND

Funai factory's closure throws 831 out of work

Online Reporters, Published on 13/11/2024

» More than 800 people have been thrown out of work by the abrupt closure of audio-video equipment manufacturer Funai (Thailand) Co in Nakhon Ratchasima.

THAILAND

Kittiratt off the hook for rice sale

Post Reporters, Published on 06/11/2024

» The attorney-general has decided not to appeal the acquittal of former commerce minister Kittiratt Na-Ranong in a malfeasance case linked to the sale of rice to Indonesia in 2011, according to an informed source.

IMAGE

Can do: family wants to end 6-year ‘minor conflict’

Published on 28/04/2022

» วันนี้(28 เมษายน 2565) นายสุธรรม โตทับเที่ยงและครอบครัว พร้อมนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความ แถลงข่าวสรุปผลคำพิพากษาของศาลในธุรกิจของครอบครัวหรือกงสี “ตระกูลโตทับเที่ยง” โดย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้ง 6 คน ที่ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัททั้ง 19 บริษัทไว้แทนกงสี ซึ่งบริษัทกงสีทั้ง 19 บริษัท โอนหุ้นในบริษัทให้ นายสุธรรม โตทับเที่ยง กับพวกรวม 9 คน ได้แก่นางสาวจุรี โตทับเที่ยงนางจุฬา หวังศิริเลิศนางจุรัตน์ มะนะสุทธิ์นายสลิล โตทับเที่ยงนางสาวสุนีย์ โตทับเที่ยงนางสาวศิริพร โตทับเที่ยงนายเสริมสันต์ สินสุขนายไกรลาภ โตทับเที่ยงนายสุรินทร์ โตทับเที่ยงคนละ 1 ส่วน ใน 10 ส่วน ของหุ้นแต่ละบริษัท และให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ถึงจำเลยที่ 6 โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 9 และจำเลยที่ 1 คนละหนึ่งส่วนใน 10 ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษา1. ให้จำเลยทั้ง 6 โอนหุ้นในบริษัททั้ง 19 บริษัทให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่หนึ่งคนละ 1 ใน 10 ส่วนเท่าๆกันเท่านั้นไม่มีการชำระเงินแทนหุ้น2. ศาลอุทธรณ์เห็นว่าถึงแม้ที่ดินดังกล่าวจะนำเงินของบริษัทกงสีมาซื้อ แต่ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ถึงจำเลยที่ 6 โดยใส่ชื่อแทนบริษัทกงสี แต่บริษัทกงสีเจ้าของเงินไม่ได้ร่วมฟ้องมาด้วย จึงให้ยกคำขอที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้ง 9 และจำเลยที่ 1 มาแบ่งกันคนละ 1 ใน 10 ส่วน ทั้งนี้ ศาลฎีกาพิพากษาในส่วนของหุ้นในบริษัททั้ง 19 บริษัทโดยให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และในส่วนของที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยศาลฎีกาได้พิพากษายืนPublished caption : Sutham Tohtubtiang, seated third from left, and his siblings hold a press conference to make a statement about the case involving Kuang Pei San Food Products Plc.FOR AFPbkp290422n2bCAPTION : Sutham Tohtubtiang, seated third from left, and his siblings hold a press conference to make a statement about the case involving Kuang Pei San Food Products Plc.KEYWORD : Tohtubtiang family ;family feud-Tohtubtiang family ;Family Feud ;Kuang Pei San Food Products ;Sutham Tohtubtiang    

IMAGE

ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี หมายเลขดำอ.3032/62 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายสิรภพ กรณ์อรุษ เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา112 ประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

Published on 18/01/2021

» ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี หมายเลขดำอ.3032/62 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนาย สิรภพ กรณ์อรุษ เป็นจำเลยในความผิดฐาน ดูหมิ่นเบื้องสูง  ตามมาตรา112 ประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14      จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 7 พ.ย.52 - 30 มิ.ย.57 จำเลยซึ่งใช้นามแฝง รุ่งศิลา ได้เขียนบทความ คำกลอน และภาพการ์ตูนล้อเลียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต่างๆ หลายครั้งหลายหนซึ่งล้วนเป็นเท็จลงในเว็ป ประชาไทย โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ สักการะ อันเป็นการ ล่วงละเมิด สถาบันเบื้องสูง เหตุเกิดแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. และที่อื่นเกี่ยวพันกัน  โดยคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี    โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเเล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พรบ.คอมมาตรา 15(3) เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ ฯ ซึ่งเป็นบทหนักสุด รวมทุกกระทงแล้วให้จำคุก6ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้1ใน4 เหลือคงจำคุก4 ปี 6เดือน ข้อหาอื่นให้ยก หลังศาลตัดสินเจ้าตัวยื่นอุทธรณ์ต่อที่ศาลอาญารัชดา+++++++++++++++++++Published caption::Siraphop Korn-arut leaves the Criminal Court after  being sentenced to jail. He was freed as he had already been remanded in custody for longer than the  prison term. Varuth Hirunyatheb

IMAGE

8.20 น. นายไซซะนะ แก้วพิมพา เดินทางจากเรือนจำ มาฟังคำสั่งศาลฎีกา ถ.รัชดาภิเษก

Published on 22/12/2020

» 8.20 น. นายไซซะนะ แก้วพิมพา เดินทางจากเรือนจำ มาฟังคำสั่งศาล ฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายไซซะนะ แก้วพิมพา ชาว สปปล. สมคบกันกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯกรณีวันที่ 28 -30ก.ย.59 จำเลย กับพวกร่วมกันสมคบลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า จำนวน 1.2 ล้านเม็ด จาก สปปล. เพื่อไปส่งให้ลูกค้าในบริเวณพื้นที่ภาคใต้ ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกนายไซซะนะ ไว้ตลอดชีวิต ที่ ศาลอาญา  ถ.รัชดาภิเษก+++++++++++++++++++Published caption::Lao drug kingpin Xaysana Keopimpha arrives at the Criminal Court in Bangkok yesterday. Pornprom Satrabhaya

IMAGE

ซินแสโชกุน

Published on 08/12/2020

» ศาลยังเขียนคำพิพากษาไม่เสร็จ เลื่อนอ่านอุทธรณ์"ซินแสโชกุน" ตุ๋นเหยื่อลอยแพเที่ยวญี่ปุ่น 12มี.ค.ปีหน้า เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 8 ธันวาคม 2563 ที่ห้องพิจารณาคดี 811 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.2176/2560 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด, น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน อายุ 30 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ, นางมณฑญาณ์ นิรันดร หรือจันทร์ฉาย นาคฤทธิ์ อายุ 55 ปี มารดาของซินแสโชกุน, นายก้องศรัณย์ แสงประภา อายุ 22 ปี ลูกพี่ลูกน้องของซินแสโชกุน, น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ อายุ 35 ปี เลขานุการและคนรักของซินแสโชกุน, นางประนอม พลานุสนธิ์ อายุ 40 ปี รองประธานบริษัท, นางณิชมน แสงประภา อายุ 64 ปี ป้าของซินแสโชกุน และเป็นมารดาของนายก้องศรัณย์, นางพารินธรญ์ หงส์หิรัญ ดัคกอร์ อายุ 35 ปี ผู้ดูแลการเงินและผู้ช่วยการโฆษณาของบริษัท, น.ส.สุดารัตน์ อเนกนวล อายุ 25 ปี ผู้ดูแลการขาย และนายโกวิท ช่วยสัตว์ อายุ 30 ปี คนรักของ น.ส.สุดารัตน์ เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 3, 4, 12นอกจากนี้ อัยการโจทก์ยังยื่นฟ้องจำเลยที่ 2-10 ในความผิดฐานร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นเท็จน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 (1) และเป็นซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210ขณะที่ บจก.เวลท์เอเวอร์ และ น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 1-2 ยังถูกฟ้องอีกในข้อหาร่วมกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6 (10), 51 และยังฟ้อง น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานซื้อหรือรับไว้ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรฯ ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ด้วย โดยท้ายฟ้องอัยการยังขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 51 ล้านบาทเศษ คืนให้กับผู้เสียหาย 871 คน พร้อมดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องคดีวันที่ 6 ก.ค. 2560 หลังจากที่จำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายเข้าเป็นสมาชิกของบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. 2560 โดยอ้างว่าจะมีสิทธิได้เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศแถบเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง แต่มีผู้เสียหายหลายร้อยรายไม่ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตามที่จำเลยโฆษณา เนื่องจากไม่มีสายการบินเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตามวันเวลาที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงติดค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ม.ค. - 11 เม.ย. 2560 น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน จำเลยที่ 2 ได้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม MASTERMIND ชนิดแคปซูล รวม 425 กระปุก กับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม GENESIS รวม 50 กระป๋อง รวมทั้งอาหารเสริม SMART KIDS รวม 31 กระป๋อง ซึ่งจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีแหล่งผลิตในต่างประเทศ โดยมีผู้อื่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังไม่ได้เสียภาษี หรือผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง รวมมูลค่าสินค้าและอากรที่ต้องจ่าย 945,131 บาท แล้วจำเลยที่ 2 - 10 ได้สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำผิดเป็นซ่องโจรร่วมกันฉ้อโกงประชาชน แสดงข้อความอันเป็นเท็จ โฆษณาชักชวนประชาชนทั่วไปผ่านเพจเฟซบุ๊ค "WealthEver For Life" เว็บไซต์ยูทูปและแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม เชิญชวนให้ประชาชนสมัครเข้าเป็นสมาชิกและร่วมลงทุนกับพวกจำเลย จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมของบริษัท ALLYSIAN (แอลลี่เชี่ยน) ซึ่งเป็นบริษัทในต่างประเทศ รวมทั้งจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง และมีการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวให้สมาชิกเดินทางไปเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 10 - 15 เม.ย. 2560 และ 11- 16 เม.ย. 2560 โดยเครื่องบิน Airbus A330-300 ขนาด 377 ที่นั่ง ของสายการบินคาร์เธ่ แปซิฟิก รวม 6 ลำ จนมีประชาชน 871 ราย หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและร่วมลงทุนทำธุรกิจกับบริษัทจำเลยที่ 1 กับพวกได้รับความเสียหายจำนวนมาก เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธทั้งชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2561 เห็นว่า การกระทำของ บจก.เวลท์เอเวอร์ จำเลยที่ 1, น.ส.พสิษฐ์ จำเลยที่ 2, น.ส.ทัศย์ดาว จำเลยที่ 5 และ นางพารินธรญ์ จำเลยที่ 8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5, 12 ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) และ พ.ร.บ.อาหาร มาตรา 6 เฉพาะจำเลยที่ 1-2 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไป ซึ่งการกระทำฐานฉ้อโกงและการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นพิพากษาให้ลงโทษบทหนักสุดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมฯ จำคุกจำเลยที่ 2, 5, 8 คนละ 871 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 4,355 ปี ให้ปรับบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 435,500,000 บาท และให้ปรับจำเลยที่ 1-2 รายละ 20,000 ตามความผิด พ.ร.บ.อาหาร จึงรวมโทษปรับบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 435,520,000 บาท ส่วนโทษจำคุกจำเลยที่ 2, 5, 8 เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) แล้ว ให้จำคุกจำเลยได้สูงสุดคนละ 20 ปีทั้งนี้ ศาลยังพิพากษาให้จำเลยที่ 1, 2, 5, 8 ร่วมกันชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 871 ราย มูลค่ากว่า 51 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง 6 ก.ค. 2560 เป็นต้นไป ริบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของกลางจากรถยนต์ของจำเลยที่ 2  และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมจำเลยที่ 2, 5, 8 ร้อยละ 25 ของค่าปรับจำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุด ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4, 6, 7, 9, 10วันนี้ ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 2, 5, 8 จากทัณฑสถานหญิงกลางมาศาล ส่วนจำเลยที่ 3, 4, 6, 7, 9, 10 ซึ่งได้รับการประกันตัวมาศาลอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลา ศาลแจ้งว่า ศาลอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งว่า ยังทำคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ จึงให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 12 มี.ค.ศกหน้า เวลา 09.00 น. +++++++++++++++++++Published caption::Temporary relief ... Pasist Arinchayalapis, alias Sinsae Shogun, arrives at the Criminal Court in Bangkok to hear  the ruling in a fraud case yesterday. Ms Pasist, the  executive of WealthEver, a nonalcoholic  drinks company,  was arrested in 2017 for defrauding 871 people into paying for trips to Japan. The court deferred its ruling to March next year. VARUTH HIRUNYATHEB

IMAGE

กรมเจ้าท่าลุยตรวจรีสอร์ทดังตำบลบางเสร่ เผยแจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายพร้อมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าปัญหาก่อสร้างที่พักหรูรุกทะเล

Published on 02/12/2020

» กรมเจ้าท่าลุยตรวจรีสอร์ทดังตำบลบางเสร่ เผยแจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายพร้อมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าปัญหาก่อสร้างที่พักหรูรุกทะเลหาประโยชน์ทางธุรกิจ ระบุศาลชั้นต้นพิพากษายืนตามคำสั่ง แต่ต้องรอผลพิพากษาอีกรอบหลังผู้ประกอบการอุทธรณ์อีกรอบต่อศาลปกครองสูงสุด ระบุหากศาลยืนตามคำสั่งเดิมต้องรื้อสถานเดียวแถมมีโทษหนักทั้งปรับและจำคุกตามกฎหมายใหม่             วันนี้ (2 ธ.ค.) นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธ์ ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ กรมเจ้าท่า นำคณะและกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 เดินทางเข้าตรวจสอบปัญหาการก่อ สร้างสะพานและอาคารรุกล้ำลำน้ำ ซึ่งเป็นรีสอร์ทหรูริมทะเล ตั้งอยู่เลขที่ 4/2 ม.5 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เนื่อง จากก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าการสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำเข้าไปในทะเล บริเวณอ่าวบางเสร่ อ.สัตหีบ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างคอนกรีต และบางส่วนเป็นลานอเนกประสงค์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. สิ่งปลูกสร้างขนาดกว้าง 13.5 เมตร ยาว 24.5 เมตร รวมพื้นที่ล่วงล้ำลำน้ำ 330.75 ตารางเมตร ซึ่งทางกรมได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว 2.ลานเอนกประสงค์ขนาด 3x4เมตร 2.8x2.4 เมตร และ 2.9x2 เมตร โดยครอบคลุมพื้นที่ล่วงล้ำฯขนาด 12x102 เมตร รวมพื้นที่ 1,224 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ตามพื้นที่ส่วนที่ 4 ขนาด 8x10 เมตร รวมพื้นที่แจ้งความดำเนิน คดีแล้ว 80 ตารางเมตร ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ล่วงล้ำขึ้นมาใหม่ขนาด 1,144 ตารางเมตร และ 3.พื้นที่ล่วงล้ำดัง กล่าวยังครอบคลุมพื้นที่ทะเล บริเวณอ่าวบางเสร่ขนาด 73x12 เมตร เป็นพื้นที่ล่วงล้ำ 876 ตารางเมตร ทั้งนี้จากพื้นที่ทั้ง 3 ส่วนพบว่ารวมพื้นที่สิ่งล่วงล้ำทางน้ำประมาณ 2,430.75 ตารางเมตร จึงได้มอบหมายให้ทางสำ นักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา ประสานมายังเจ้าของอาคารให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในฐานความผิดข้อหาปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ตามมาตรา 117 แห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่าน น้ำไทย            นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ กรมเจ้าท่า เปิด เผยว่า สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการตรวจสแกนพื้นที่ล่วงล้ำลำน้ำที่ผิดกฎหมายและต้องดำเนินการรื้อถอนตามคำสั่งของกรมเจ้าท่าซึ่งตรวจพบว่ามีปัญหาในเขตพื้นที่ตำบลบางเสร่ อ.สัตหีบ โดยจาการตรวจสอบพบว่าสิ่งปลูกสร้างดำเนินการก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งถือว่ามีความผิดตามกฏหมาย กรณีนี้ทางกรมเจ้าท่าจึงได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนไปแล้วตามระยะเวลาที่กำหนด แต่เจ้าของอาคารได้มีการอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองซึ่งต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้ยืนตามคำสั่งของกรมเจ้าท่า แต่ได้มีการอุทธรณ์ต่อไปยังศาลปกครองสูงสุดซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการรอคำพิพากษา อย่างไรก็ตามการก่อสร้างอาคารล่วงล้ำลำน้ำจะต้องมีการบังคับให้รื้อถอนเพราะถือเป็นสิ่งที่ไม่พึงอนุญาตแต่เดิม โดยกฎหมายที่ออกมาล่าสุดได้มีการลง โทษที่รุนแรงไปกว่ากฎหมาเดิมของ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ฉบับที่ 14 ที่มีการโทษปรับเพียงตารางเมตรละ 500-10,000 บาท แต่ปัจจุบันกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้มีการเพิ่มอัตราค่าปรับเพิ่มเป็นตารางเมตรละ1,000-20,000 บาท รวมทั้งมีการเพิ่มโทษจำคุก 3 ปีด้วย ดังนั้นหากทางกรมเจ้าท่าได้มีคำสั่งให้รื้อถอนภายในกำหนดระยะเวลา 60 วันแล้วไม่มีการรื้อถอนตามคำสั่ง โดยมีการอุทธรณ์ต่อสู้กันในชั้นศาลปกครองแล้วและสุดท้ายหากศาลปกครองตัดสินคดีให้รื้อถอนตามคำสั่งของกรมเจ้าท่าภายในเวลา 1 ปี ก็จะต้องมีการคิดค่าเปรียบเทียบปรับตามกฏหมายของกรมเจ้าท่าเป็นรายวันจำนวน 360 วัน นอกจากนี้ผู้ประกอบการจะต้องถูกศาลปรับรายวันอีกนอกจากที่ต้องจ่ายค่าปรับตามคดีอาญาแล้ว           สำหรับในส่วนของพื้นที่โรงแรมดังกล่าวกรมเจ้าท่าได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยกำหนดระยะเวลา 180 วัน เพราะพบว่ามีการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำถีง 4,000 กว่าตารางเมตร ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากศาลปกครองชั้นต้นไปแล้ว แต่ยังติดการพิจารณาคำอุทธรณ์อยู่ในขั้นศาลปกครองสูงสุดซึ่งหากยืนตามคำส่งศาลชั้นต้น เจ้าของอาคารก็ต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ทันที ซึ่งหากไม่ดำเนินการทางกรมเจ้าท่าก็จะเข้ามาดำเนินการรื้อถอนเองและจะมีการไปเรียกค่าใช้จ่ายจากทางเจ้าของอาคารต่อไป            นายภูริพัฒน์ กล่าวต่อไปว่าปัจจุบันพบว่ายังมีสิ่งปลูกสร้างที่ลุกล้ำลำน้ำในเขตจังหวัดชลบุรีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ชุมชนบ้านเกาะล้าน เขตเมืองพัท ยา จ.ชลบุรี ซึ่งมีลักษณะเป็นรีสอร์ทที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่นำพื้นที่ทะเลที่ประชาชนมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ร่วม กันมาหาประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งพบว่าจากการตรวจสอบมีจำนวนถึง 25 ราย แต่ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการพิจาร ณาคำอุทธรณ์ในชั้นศาลปกครองเช่นกัน.... Published caption :In choppy waters Marine Department officials inspect a bungalow which was built over the water without permission at Bang Sare in Chon Buri’s Sattahip district. The owner will be served with a demolition order. 

IMAGE

Death penalty upheld for rape-attack schoolgirl killer

Published on 11/02/2020

» กาฬสินธุ์ ศาลฎีกา พิพากษายืน ประหารชีวิต อดีตผู้ใหญ่ บ้านฆ่า น้องสโนว์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ได้รายงานบรรยากาศที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีข่มขืนกระทำชำเรา ทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีหมายเลขดำที่ อ. 2112/2559 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1381/2560 ที่โจทก์ พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ และนางลำใย พลประสิทธ์ โจทก์ร่วมที่ 1 นายกฤษ พลประสิทธ์ โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฟ้อง นาย กฤติเดช ระเวงวรรณ อดีตผู้ใหญ่บ้าน สีถาน ข้อหา ข่มขืน กระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.58 หลังจากที่ น.ส.ฤดีวัลย์ พลประสิทธิ์ หรือ "น้องสโนว์" ขี่รถจักรยานยนต์กลับจากโรงเรียนตามปกติ โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาผ่านทางวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ให้กับจำเลยฟังในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น.ใช้เวลา กว่า 30 นาที โดยสาระสำคัญที่จำเลยฎีกามีความขัดแย้งกันหลายอย่าง อีกทั้งศาลอุทธรณ์พิจารณาก่อนหน้านี้ ถึงแม้ฝ่ายโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานแน่ชัด แต่ปรากฏพยานแวดล้อมหลายปากที่ให้การสอดคล้องกัน ร่วมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะรอยแผลที่บริเวณนิ้วมือ ซึ่งเป็นรอยกัดของฟันของมนุษย์ และลูกอัณฑะที่บวม เป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ที่ได้รับคำยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์รวมทั้งรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คัน ก็มีหลักฐานยืนยันจากนิติวิทยาศาสตร์ว่ามีร่องรอยเฉี่ยวชนกัน ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเป็นพยานและหลักฐานที่มั่งคง จึงตัดสินให้ลงโทษตามศาลศาลอุทธรณ์ คือประหารชีวิตนายกฤติเดช ระเวงวรรณ จำเลย และให้ชดใช้ค่าสินไหม 2,390,000 บาท ส่วนบรรยากาศที่บ้านโนนเมือง ต.ดงลิง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นางลำไย พลประสิทธิ์ มารดาของน้องสโนว์ น.ส.ภัทรานิฐ พลประสิทธิ์ พี่สาวน้องสโนว์ พร้อมกับทางญาติได้เดินทางกลับมาที่บ้านและมีชาวบ้านมาถามข่าวความคืบหน้าซึ่งพอทราบว่าคนร้ายยังได้รับโทษประหารชีวิตเพื่อนบ้านก็ต่างรู้สึกดีใจที่คนร้ายจะได้รับโทษที่ได้กระทำกับน้องสโนว์ ซึ่งนางลำไย พลประสิทธิ์ มารดาของน้องนโนว์ได้กอดกรอบรูปน้องไว้พร้อมบอกลูกสาวว่าคนร้ายได้ถูกรับโทษอย่างสาสมแล้ว พร้อมอยากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ตลอดพร้อมทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงสามารถจับกุมได้และคนร้ายก็ได้รับโทษที่ก่อไว้ รวมถึงสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ต่อจากนี้ไปก็จะยังคงทำงานตามปกติและต้องสู้กันต่อไป และอยากให้น้องสโนว์ไปสู่สุคติเพราะคนร้ายได้รับโทษสูงสุดคือประหารชีวิต น.ส.ภัทรานิฐ พลประสิทธิ์ พี่สาวน้องสโนว์ กล่าวว่า ประเด็นที่หยิบยกมาในชั้นฎีกาก็จะเป็นประเด็นของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งทางจำเลยอ้างว่าไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาก่อเหตุ แต่ด้วยพยานโจทก์ที่เป็นตำรวจมีความเชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ของรถยนต์โดยตรง โดยจากการพิสูจน์หลักฐานพบว่าร่องรอยการเฉี่ยวชนตรงกันถึง5จุด ส่วนอีกประเด็นเป็นร่องรอยของนิ้วมือที่จพเลยบอกว่าเกิดจากรอยหนูกัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวน2ครั้งแต่ให้การไม่ตรงกันและเบิกความที่ศาลยังให้การไม่ตรงกันอีก ศาลเลยวินิจฉัยว่าให้การไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนประเด็นอื่นๆที่ทางฝั่งจำเลยยื่นต่อชั้นฎีกาขึ้นไม่ก็ไม่มีเหตุที่ต้องวินิจฉัยเพิ่ม และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือประหารชีวิต ซึ่งทางญาติได้ฟังคำตัดสินก็ต่างดีใจที่ได้รับความเป็นธรรมพร้อมขอบคุณทุคภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือและทุกกำลังใจจนคนร้ายได้รับโทษประหารชีวิต สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2558 ขณะที่ น้องสโนว์ ขี่รถจักรยานยนต์จากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน ได้ถูกผู้ต้องหาขี่จักรยานยนต์ประกบและใช้เท้า ถีบ โดยคนร้ายพยามจะข่มขืนแต่ น้องสโนว์ ขัดขืนและได้ต่อสู้จนสามารถหลีกหนีการข่มขืนได้แต่เนื่องจากถูกทำร้ายมีอาการสาหัสจึงได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ต่อมา เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2559 ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จับกุมตัว นายกฤติเดช พร้อมตั้งข้อหา "ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย , ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย" โดยได้ส่งสำนวนถึงอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วงต้นเดือนพ.ค. 2559 ซึ่งอัยการจังหวัดได้ตั้งองค์คณะขึ้นมาพิจารณาคดี 1 เดือน แล้วส่งฟ้องศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2559 และศาลได้รับเป็นคดีดำที่ 2112/2559 และทำการสืบพยานโจทก์รวม 40 ปากพร้อมพยานเอกสาร ในเดือนพ.ย. 2559 และ ทำการสืบพยานจำเลย 11 ปาก ในช่วงเดือนธ.ค. 2559 และนัดฟังการคำตัดสินคดี เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2560 ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ตัดสินประหารชีวิต นายกฤติเดชพร้อมให้จ่ายเงินชดใช้ค่าสินไหมจำนวน 2,390,000 บาท ขณะที่ ผู้ต้องหาได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำตัดสินประหารชีวิตในวันที่17ก.ค.2561 และวันนี้ 11 ก.พ.2563 ได้ยืนประหารชีวิตยงยุทธ ภูพวงเพชร จ.กาฬสินธุ์โทร 064-3064999+++++++++++++++++Published caption::

IMAGE

Court upholds life term for Lao drug lord

Published on 19/12/2019

» เบิกตัวจำเลยจากเรือนจำนายไซซะนะ แก้วพิมพา ชาว สปป.ลาว เครือข่ายขนยาข้ามชาติ ฐานมียาบ้า 1.2 ล้านเม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยศาลชั้นต้นจำคุกตลอดชีวิต ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่อัยการ ณ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกPublished caption : Xaysana : Jailed since 2017