FILTER RESULTS
FILTER RESULTS
close.svg
Search Result for “ฟื้นฟู”

Showing 1 - 10 of 132

IMAGE

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเรือนจำนำร่องในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี

Published on 09/04/2025

» (ในภาพ) นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เดินตรวจดูบริเวณโซนเยี่ยมญาติระหว่างมีผู้ต้องขังกับญาติสามารถใช้สิทธิ์ได้ตามปกติ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นำร่องในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดียังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลักรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยขยายการดำเนินการในครั้งนี้ไปยังเรือนจำอื่นๆ และถือปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องขังต่อไปวันพุธที่ 9 เมษายน 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดเรือนจำนำร่องในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี โดยมีนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ กระทรวงยุติธรรม ได้มีนโยบายให้กรมราชทัณฑ์ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักการปฏิบัติของสากลเพื่อยกระดับของการปฏิบัติต่อบุคคลที่ตามกฎหมายแล้วถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับหลักสากล อันจะส่งผลต่อการฟื้นฟูหลักนิติธรรมของประเทศ สำหรับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถือเป็นเรือนจำต้นแบบในการแยกการปฏิบัติของผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีออกจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ซึ่งนอกจากจะมีการแยกพื้นที่กันอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังจะมีการนำโปรแกรมต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาใช้ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ต้องขังในเรื่องของการให้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี การส่งเสริมความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการจัดสวัสดิการต่าง ๆ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) ในเรือนจำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดเดียวกัน โดยให้มี ๑ เรือนจำ ทำหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ส่วนเรือนจำอื่นในจังหวัดให้ทำหน้าที่ควบคุมนักโทษขังเด็ดขาด ประกอบด้วย ๘ กลุ่มจังหวัด ดังนี้กลุ่มจังหวัดลำปาง กลุ่มจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มจังหวัดขอนแก่น กลุ่มจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มจังหวัดสงขลา กลุ่มจังหวัดปทุมธานี และกลุ่มจังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ควบคุมผู้ต้องขังคดีทั่วไป และคดียาเสพติดให้โทษ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นสอบสวน - ไต่สวน พิจารณา และควบคุมผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีกำหนดโทษเหลือไม่เกิน ๕ ปี ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ในอัตราส่วน 1.6 ตารางเมตรต่อผู้ต้องขัง 1 คน เพื่อทำงานสุขาภิบาลต่างๆ หรือภารกิจอื่นในเรือนจำ ในส่วนของการปฏิบัตินั้นได้มีการจัดทำแนวทางการปฏิบัติขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ประกอบด้วย การปรับปรุงชุดของผู้ต้องขังสำหรับการไปศาล การให้ความรู้ทางกฎหมาย รวมถึงการพบปะกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะทนายความ การเยี่ยมญาติใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นต้น โดยในครั้งนี้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสหการณ์ เพร็ชนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเสวนาใน Exclusive Talk เรื่อง จัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) อีกทั้งยังมี Mini Talk เรื่อง อิสรภาพที่หายไป ก่อนการตัดสินสิทธิและโอกาสในการพิสูจน์ตนเองของชีวิตหลังกำแพง พร้อมด้วยหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คุณอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช (เบนซ์ เรซซิ่ง) คุณพัฒนพล มินทะขิน (ดีเจแมน)  คุณนพนันท์ ทองเคลือ (เอิร์น วัดใหญ่) เพื่อร่วมกันแบ่งปันความรู้ในประเด็นดังกล่าวทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ ยังคงตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดียังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลักรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยขยายการดำเนินการในครั้งนี้ไปยังเรือนจำอื่นๆ และถือปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องขังต่อไปPublished caption :Prisoner welfareSahakarn Petcharin, Director-General of the Department of Corrections, inspects the visiting area at Bangkok Remand Prison where a pilot project to enhance the rights of prisoners who are under trial is underway.

IMAGE

Mastering the method

Published on 20/03/2025

» ที่ อาคารพิพิธภัณฑ์การสาธารณสุขและการแพทย์ไทย (เรือนไทย)สวนสมุนไพรเทวะเวสม์รมณีย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิด “วิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทย” ปัจจุบันการนวดไทยได้จัดหลักสูตรมาตรฐานที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมการรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ โดยมีกรมการแพทย์แผนไทยฯ เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาด้านคุณภาพมาตรฐาน วิชาการ บริการการนวดไทย ซึ่งวิทยาลัยการนวดไทยฯ จะเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากอง ดำเนินการจัดฝึกอบรม และรับรองคุณภาพมาตรฐานการนวดไทย เป็นศูนย์กลางติดต่อและแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการการนวดไทยในระดับสากลและสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพประชาชนด้วยการนวดไทย โดยจะพัฒนาศักยภาพผู้ที่จบหลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อบรมหลักสูตรนวดไทยเฉพาะทาง 7 กลุ่มอาการสำหรับผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 20,000 คน และเตรียมอบรม ครู ก. นวดไทย อีก 1 พันคน ที่มีใบประกาศนียบัตรวิทยากรเครือข่ายครูนวดไทย สาขานวดไทยเพื่อสุขภาพ ใน 18 ศูนย์ฝึกอบรมด้านการแพทย์แผนไทย และมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาการแพทย์แผนไทยและสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ทั่วประเทศ 38 แห่ง  ตลอดจนดำเนินการประเมินมาตรฐานและรับรองคุณภาพมาตรฐานด้านการนวดไทยด้วยโดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้ารับการอบรมได้ที่เพจ Facebook วิทยาลัยการนวดไทย  Photo By Varuth HirunyathebPublished caption :  An instructor demonstrates Thai traditional massage techniques to participants in a training course held at the Museum of Public Health and Traditional Medicine in Nonthaburi. 

IMAGE

กลุ่มประชาชน 19 จังหวัด รวมตัวบุกทำเนียบยื่น 4 ข้อเรียกร้อง “รัฐบาลคางดำ” หลังแก้ปัญหาไม่เด็ดขาดเรื่องปลาหมอคางดำ

Published on 13/01/2025

» วันนี้ (13 ม.ค.68) กลุ่มประชาชนจาก 19 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ เดินทางมาที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยมีการถือป้ายข้อความ ระบุว่า “นายกช่วยด้วย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ถ้าปลาหมอคางดำยังมีอยู่” พร้อมมีการให้ชาวประมงทอดแห จับปลาหมอคางดำ ในคลองที่อยู่บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล และนำมาปลาหมอคางดำที่จับได้แล้วจำนวนมากมาเทกระจาด เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำระบาดมาถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว พร้อม ตั้งฉายา รัฐบาลชุดนี้ว่า “รัฐบาลคางดำ” เนื่องจากมีปลาหมอคังดำอยู่บริเวณในคลองรอบทำเนียบรัฐบาล ข้อเรียกร้องมีดังนี้ 1.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระเพื่อสืบสวน สอบสวน หาผู้กระทำความผิดในการทำให้เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน 2.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการให้มีการเยียวยาเกษตรกร และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำเป็นการด่วน โดยขอให้จังหวัดเร่งประกาศเขตภัยพิบัติ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ 3.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ และคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อขจัดปลาหมอคางดำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดย ตั้งเป้าหมายให้ขจัดปลาหมอคางดำให้เป็นศูนย์ภายในปี 2569 จัดหางบประมาณให้เพียงพอ 4.เมื่อผลการสอบสวนสืบสวนแล้วเสร็จและพบผู้กระทำความผิด ให้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ก่อปัญหาต้องชดใช้ เยียวยาความเสียหาย เพื่อไม่เป็นการเบียดบังงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ด้านตัวแทนจาก ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โดยสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะนำสิ่งที่มาร้องเรียนยื่นให้กับสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นต่อให้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อให้พิจารณาและเร่งรัดในข้อเรียกร้องของประชาชน ทั้งนี้ ตัวแทนจากกลุ่มประชาชน ระบุว่า จะให้เวลารัฐบาลภายใน 15 วัน หากยังคงเงียบเฉยประชาชนจากจังหวัดทั้ง 19 จังหวัด จะระดมพลครั้งใหญ่ พร้อมนำปลาหมอคางดำจำนวนหลายตันมาเทบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล---------------------------------------Published caption::Farmers show blackchin tilapia they caught in Khlong Prem Prachakorn near Government House yesterday.  They demanded the government identify those  responsible for the spread of the invasive fish and  support affected farmers. Chanat Katanyu

IMAGE

New invasion of alien fish species upsets

Published on 13/01/2025

» วันนี้ (13 ม.ค.68) กลุ่มประชาชนจาก 19 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ เดินทางมาที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยมีการถือป้ายข้อความ ระบุว่า “นายกช่วยด้วย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ถ้าปลาหมอคางดำยังมีอยู่” พร้อมมีการให้ชาวประมงทอดแห จับปลาหมอคางดำ ในคลองที่อยู่บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล และนำมาปลาหมอคางดำที่จับได้แล้วจำนวนมากมาเทกระจาด เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำระบาดมาถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว พร้อม ตั้งฉายา รัฐบาลชุดนี้ว่า “รัฐบาลคางดำ” เนื่องจากมีปลาหมอคังดำอยู่บริเวณในคลองรอบทำเนียบรัฐบาล ข้อเรียกร้องมีดังนี้ 1.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระเพื่อสืบสวน สอบสวน หาผู้กระทำความผิดในการทำให้เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน 2.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการให้มีการเยียวยาเกษตรกร และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำเป็นการด่วน โดยขอให้จังหวัดเร่งประกาศเขตภัยพิบัติ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ 3.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ และคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อขจัดปลาหมอคางดำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดย ตั้งเป้าหมายให้ขจัดปลาหมอคางดำให้เป็นศูนย์ภายในปี 2569 จัดหางบประมาณให้เพียงพอ 4.เมื่อผลการสอบสวนสืบสวนแล้วเสร็จและพบผู้กระทำความผิด ให้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ก่อปัญหาต้องชดใช้ เยียวยาความเสียหาย เพื่อไม่เป็นการเบียดบังงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ด้านตัวแทนจาก ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โดยสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะนำสิ่งที่มาร้องเรียนยื่นให้กับสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นต่อให้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อให้พิจารณาและเร่งรัดในข้อเรียกร้องของประชาชน ทั้งนี้ ตัวแทนจากกลุ่มประชาชน ระบุว่า จะให้เวลารัฐบาลภายใน 15 วัน หากยังคงเงียบเฉยประชาชนจากจังหวัดทั้ง 19 จังหวัด จะระดมพลครั้งใหญ่ พร้อมนำปลาหมอคางดำจำนวนหลายตันมาเทบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลFarmers show blackchin tilapia they caught in Khlong Prem Prachakorn near Government House yesterday.  They demanded the government identify those  responsible for the spread of the invasive fish and  support affected farmers. Chanat KatanyuPublished caption : A blackchin tilapia is seen caught in a net.

THAILAND

Meet to focus on Chiang Mai flood recovery

News, Post Reporters, Published on 27/11/2024

» Prime Minister Paetongtarn Shinawatra will hold her first mobile cabinet meeting in Chiang Mai under the theme "From Flood To Flourish", to rehabilitate Chiang Mai following major floods.

THAILAND

Govt gets tips to run economy

News, Published on 25/11/2024

» The government is mulling a white paper containing proposals on ways to revitalise the flagging economy, in the hope of reaching a 3% growth rate by the end of next year.

THAILAND

Chiang Rai in second phase of restoration

News, Post Reporters, Published on 29/10/2024

» Chiang Rai is now in its second phase of restoration after the recent floods, focusing mainly on strengthening infrastructure, Deputy Prime Minister and Defence Minister Phumtham Wechayachai announced.

THAILAND

Chiang Mai city clean-up going well, governor says

News, Panumate Tanraksa, Published on 22/10/2024

» Chiang Mai: The authorities in this northern city have collected 40% of waste and cleaned up 90% of the streets as part of their post-flood recovery plan.

IMAGE

Prime Minister presides over the kick-off event “Economic Revitalization Project” at the Inner Santi Maitri Building, Government House.

Published on 16/10/2024

» วันนี้ (16 ต.ค. 67) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานแถลงข่าว Kick Off เปิดตัว “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิด “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยถูกกระตุ้นครั้งใหญ่ใน “โครงการเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจ” เป็นการสร้างการหมุนเวียนของเงิน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ให้พี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ผ่านกลุ่มเปราะบาง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ คนพิการ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากประชาชนได้ตั้งตัวใหม่จากโครงการนี้ และนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน ทำให้พี่น้องประชาชนหลายคนมีโอกาสสร้างชีวิตใหม่ และยังพบว่าเมื่อรวมกันหลายคน ในครอบครัวยังสามารถนำไปลงทุนทำมาค้าขาย สร้างหรือต่อยอดธุรกิจพร้อมรับโอกาสดี ๆ ที่จะเข้ามา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง โครงการพื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่สำคัญ วันนี้จะรับไม้ต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ “โครงการเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจ” เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าภาษีมากที่สุด โดยในรอบนี้จะเน้นไปที่ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งถือเป็น 90 ปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการทั้งหมด เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อ “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” มีระยะเวลาทั้งสิ้น 5 เดือน ได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายนและยาวไปจนถึงมกราคมปีหน้า รายละเอียดโครงการ ดังนี้ ส่วนที่ 1 การลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายเล็ก การลดค่าเช่าร้านค้า /ค่าเช่าแผง ในพื้นที่หน่วยงานราชการและพื้นที่เอกชนที่เข้าร่วม อย่างเช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขอขอบคุณนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขอความร่วมมือในการลดค่าเช่า ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ใน 12 ตลาดใหญ่ ที่ กทม. รับผิดชอบ มีพ่อค้าแม่ค้าประมาณ 11,000 ราย ที่ได้ลดค่าเช่าถึงสิ้นปีนี้ รวมถึงพื้นที่ของกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานราชการมีการยกเว้นค่าเช่าให้ผู้ประกอบการกว่า 3,000 ราย ค่าเช่าพื้นที่การขายถือเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ การลดต้นทุนการลดค่าขนส่งสินค้าซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างไปรษณีย์ไทยกับหน่วยงานราชการ ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ หอการค้าไทย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดลางและขนาดย่อม ได้ลดค่าขนส่งสินค้า ส่วนที่ 2 การเพิ่มพื้นที่ค้าขายให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยการสนับสนุนพื้นที่จากหน่วยงานราชการ และพื้นที่ของเอกชน ให้ผู้ประกอบรายเล็กมีช่องทางทำมาค้าขายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีหลายหน่วยงานให้ความร่วมมือ เช่น กระทรวงกลาโหมได้นำพื้นที่ค่ายทหารมาทำเป็นตลาดนัด กระทรวงมหาดไทยในการใช้ลานหน้าศาลากลางจังหวัด รวมไปถึงมีการจัดตลาดพาณิชย์กว่า 1,300 ครั้ง ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เป็นต้น ส่วนที่ 3 การลดค่าครองชีพให้ประชาชน ด้วยการจับมือผู้ผลิตและผู้ค้าส่งรายใหญ่เพื่อลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้า โดยมีภาคเอกชนทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ผู้ให้บริการในปั๊มน้ำมันและแพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์รวม 130 ราย มีร้านสาขาย่อยกว่าแสนสาขาครอบคลุมทั้งประเทศ ให้ความร่วมมือในการลดราคาสินค้าในโครงการนี้ นายกรัฐมนตรีระบุ รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากถึง 110,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งของทุกฝ่าย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาครัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ส่วนภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลยังจะทำงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อฟื้นฟูเศรฐกิจไทยให้กลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง โดยมีแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งฝากพี่น้องประชาชนติดตามการดำเนินโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้ เราจะทำงานร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเข้มแข็ง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนไทยทุกคนไปด้วยกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะผู้ร่วมงาน ทำพิธีเปิด วางป้ายโครงการฯ ลงบนแท่น และนายกรัฐมนตรี VDO Call พูดคุยแลกเปลี่ยน และรับชมถ่ายทอดบรรยากาศกิจกรรมฟื้นฟูจากสถานที่จริงในทุกภูมิภาค 5 แห่ง ผ่านโปรแกรมระบบ Zoom จ.ขอนแก่น จ.ลพบุรี จ.อุดรธานี จ.ภูเก็ต และจ.เชียงราย โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามตัวแทน และแสดงความยินดีที่ได้ยินว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้สร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งตัวแทนจ.ขอนแก่น ผู้ประกอบการ SME ได้นำเสนออัตลักษณ์ของขอนแก่น โดยผู้ประกอบการได้พูดคุยและเชิญชวนนายก ฯ ให้มารับประทานไก่ย่างเขาสวนกวาง และขอบคุณที่สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก โดยนายกฯ กล่าวว่า ถ้ามีโอกาสจะไปรับประทาน เพราะสมัยเด็ก ได้รับประทานในระหว่างลงพื้นที่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้น นายกรัฐมนตรี ฝากตัวแทน จ.ลพบุรี ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ยังมี ตัวแทนจ.อุดรธานี กล่าวว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก ขอบคุณรัฐบาลที่ได้จัดโครงการนี้ขึ้นมา และให้ความสำคัญกับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่วนของตัวแทนจาก จ.ภูเก็ต กล่าวว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและได้ประสานเครือข่ายภาคเอกชน โครงการวันนี้ประชาชนที่ให้ความสนใจและตอบรับเป็นจำนวนมาก ขอบคุณภาครัฐที่ช่วยลดค่าของชีพให้กับประชาชน มั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจของจ.ภูเก็ตคึกคักอย่างแน่นอน ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการ 13 บูธ อาทิ บิ๊กซี ยูนิลีเวอร์ บริษัทในเครือปตท. SeaValue Thai union OSOTSPA Central retail ฯลฯPublished caption :Prime Minister Paetongtarn Shinawatra speaks at the launch of the government’s latest project to create a sustained economic stimulus chiefly targeting small-scale businesses that could generate up to 110 billion baht for the economy.

IMAGE

"NEXT STEP พม."

Published on 09/10/2024

» วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) แถลงผลงาน 1 ปี และมอบนโยบาย กระทรวง พม. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 "NEXT STEP พม." ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ พร้อมทั้งหัวหน้าและเจ้าหน้าที่หน่วยงานทีม พม. หนึ่งเดียวจังหวัดทั่วประเทศรับชมถ่ายทอดสดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นายวราวุธ กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมา ในบ้านสีชมพูหลังใหญ่แห่งนี้ ตนขอบคุณอย่างจริงใจ ต่อผู้บริหาร เพื่อนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายต่างๆ ที่ได้ทุ่มเททำงานนอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ฟื้นฟู เยียวยา จนเกิดเป็นทีม “พม.หนึ่งเดียว” และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันในขณะนี้ มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤตประชากรจากเด็กเกิดน้อย แรงงานลด และผู้สูงอายุเพิ่ม ภาวะโลกร้อนกับคนเปราะบาง ซึ่งมีขีดความสามารถในการปรับตัวรับมืออย่างจำกัด โดย 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ปัญหาที่มีและยังมีอยู่ เราจะทำอย่างไรให้ระบบสวัสดิการสังคมยั่งยืน สามารถแก้ปัญหาได้แท้จริง ไม่ใช่เฉพาะหน้า แต่ต้องยั่งยืน และเหมาะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยขีดความสามารถ และข้อจำกัดของภาครัฐ ด้านงบประมาณ และกฎหมายที่มีอยู่ไม่ตอบโจทก์ ฐานข้อมูลด้านสังคม ทักษะและความรู้เฉพาะทางนายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวง พม. ได้แก่ ข้อที่ 5 เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน และการประกอบอาชีพ และข้อที่ 10 ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคม ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สำคัญ ได้แก่ คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวกตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่สำคัญคือการเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม เด็กไทยทุกคนจะต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตราฐาน พร้อมยกระดับทักษะและปลดล็อกศักยภาพของคนไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เสริมทักษะเดิม เพิ่มทักษะใหม่ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนดึงศักยภาพของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้วิสัยทัศน์ : คนไทยมีความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยยึดนโยาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีภารกิจหลักคือ พัฒนาศักยภาพ และสร้างโอกาสให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มเปราะบางก้าวข้ามคำว่า “เปราะบาง” มีงาน มีรายได้ สามารถอยู่ร่วมในสังคม และพร้อมส่งต่อโอกาสสู่ผู้อื่นต่อไป และเราได้จัดตั้งศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. เพราะเหตุด่วน เหตุร้ายทางสังคม ต้องรวดเร็วในการเข้าถึงปัญหา แก้ปัญหาตรงจุด ติดตามและรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นภารกิจร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใต้ ศรส. นอกจากนี้ เรามีการเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) ต่อผลกระทบจากโลกร้อน สำหรับกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งเราต้องรู้ ต้องเข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และเราจะต้องสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวให้นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำงานของกระทรวง พม. ในปีที่ 2 เราจะเร่งต่อยอดงานที่ทำแล้ว พร้อมๆ กับเร่งพัฒนางานใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องต่อไป ตามนโยบายรัฐบาล โดยในด้านเด็ก ต้องเติบโตสมวัย อย่างมีคุณภาพ ด้วยการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก สร้างความมั่นคงในระบบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด และสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก สำหรับคนพิการนั้น กระทรวง พม. จะต้องสร้างโอกาสในชีวิต จากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท จัดให้มีล่ามภาษามือครบทุกจังหวัด ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนานวัตกรรมกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ และสร้างเจตคติเชิงบวกต่อสังคม ส่วนผู้สูงอายุ จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เช่น ผลักดันให้เกิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ผลักดันการจ้างงานผู้สูงอายุ รวมถึงปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ และสุดท้ายคือผู้ยากไร้ เราจะต้องสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยต้นแบบจากนิคมสร้างตนเอง สร้างโอกาส มีบ้าน มีสุข เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ และส่งเสริมความร่วมมือทุนทางสังคมในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางนายวราวุธ กล่าวว่า ก้าวต่อไปในปีที่ 2 และต่อๆ ไป นั้น เราจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมไทยให้ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตอย่างพอเพียง โดยเริ่มที่การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน ปลอดภัย และเป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลร่วมกัน ภายใต้แนวทางฐานข้อมูล พม.ดิจิทัล ภายในปีงบประมาณ 2568 นี้ และต่อด้วยโครงการ Flagship 9 โครงการ ที่ต่อยอดนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ประกอบด้วย 1. ยกระดับการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย 2. ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ 3. สร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ และสร้างต้นแบบนิคมสร้างตนเอง 4. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เข้าถึงสิทธิ และการจัด Friendly Design ที่เหมาะแก่คนพิการ 5. สร้างหุ้นส่วนทางสังคม สู่สวัสดิการที่ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบ CSR ดึงภาคเอกชน สร้างพันธมิตรทางสังคมระบบอาสาสมัคร 6. แผนจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อกลุ่มเปราะบาง 7. การขับเคลื่อนพันธกรณีระหว่างต่างประเทศที่สำคัญ 8. การสื่อสารประชาสัมพันธ์ทางสังคมเชิงรุก และ 9. พัฒนาศักยภาพบุคลากร พม.นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้ เป็นภารกิจทางสังคมของกระทรวง พม. เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง ทั้งนี้ เราทีม พม.หนึ่งเดียว จะทำภารกิจนี้ไปด้วยกัน และตนยินดีรับฟังทุกภารกิจ และสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ขอให้พวกเราคุยกัน ปรึกษาหารือกัน และทำงานด้วยกันแบบ “พม.หนึ่งเดียว” ภายใต้บ้านสีชมพูหลังนี้ ถึงแม้งานของเรานั้นต้องเสียสละอย่างมาก แต่ขอให้ทุกคนเริ่มต้นที่ตัวเรา มั่นใจ และภูมิใจว่า ทุกสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อตัวเรา แต่เพื่อพี่น้องคนไทย ประเทศไทย และยังส่งผลต่อความยั่งยืนของโลกใบนี้ โดยที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังPhoto By Chanat KatanyuPublished caption :Looking backSocial Development and Human Security Minister Varawut Silpa-archa takes to the stage to speak about the ministry’s achievements in the past fiscal year. The event yesterday addressed issues of Thailand’s low birth rate and the economic repercussions of an ageing society.