
นายปิยรัฐ จงเทพ จำเลยที่1(เสื้อลายแดง) นายจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ จำเลยที่ 2(เสื้อฟ้า) นายทรงธรรม แก้วพันธุ์พฤกษ์ จำเลยที่ 3(เสื้อน้ำเงิน) โดยมี “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาร่วมให้กำลังใจ จำเลยทั้ง3 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีฉีกบัตรประชามติ59 ศาลอุทธรณ์ กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษา จำคุก 6 เดือน ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ จำคุก 4 เดือน ปรับ 4000 บาท รอลงอาญา 1 ปี จำเลยทั้งสาม ในข้อหา ร่วมกันทำผิด พรบ.ประชามติ ทั้งคนฉีกบัตร ถ่ายคลิป ถ่ายภาพ โทษเท่ากันหมดทุกคน ศาลจังหวัดพระโขนง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ นายปิยรัฐ จงเทพ นาย จิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ และนายทรงธรรม แก้วพันธุ์พฤกษ์ ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่อความวุ่นวายในหน่วยออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ในลักษณะแบ่งงานกันทำโดย นายปิยรัฐเป็นผู้ฉีกบัตร ส่วนนายจิรวัฒน์ และนายทรงธรรมเป็นผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กนายปิยรัฐ ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังคำพิพากษา ว่า ศาลจังหวัดพระโขนงซึ่งเป็นศาลชั้นต้นทำหน้าที่อ่านคำพิพากษาแทนศาลอุทธรณ์ ขึ้นบัลลังก์และแจ้งว่า ในวันนี้ศาลมีคดีความเยอะมากจึงขออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยสรุปให้ฟังสั้นๆ ในส่วนของโทษที่จำเลยได้รับ ส่วนเหตุผลในรายละเอียดให้ทนายความมาขอคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาไปดูได้ภายหลัง ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากเดิมที่ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาก่อความวุ่นวายในหน่วยออกเสียง ตามพ.ร.บ.ประชามติฯ 2559 เป็นให้จำเลยทั้งสามมีความผิด และให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และให้ปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามเนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ เหลือโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลาหนึ่งปี โดยทั้งสามได้ทำการเปรียบเทียบปรับเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งคาดว่าจะมีการฎีกาคดีนี้ต่อไป ก่อนหน้านี้ไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเมื่อตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้เตรียมใจเรื่องการเข้าเรือนจำอยู่แล้ว หลังจากนี้กิจกรรมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็ยังคงต้องทำกิจกรรมต่อไป และจะมีการเคลื่อนไหวต่อในเดือนกันยายน เนื่องจาก คสช. เคยสัญญาว่า จะปลดล็อกพรรคการเมือง แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีนายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ออกมาในวันนี้น่ากังวลว่า อาจจะเป็นบรรทัดฐานให้คดีเกี่ยวกับประชามติคดีอื่นที่ยังต่อสู้กันอยู่ และเกรงว่า การเลือกตั้งที่ยังไม่เห็นอนาคตข้างหน้าอาจจะมีกฎหมายออกมาจำกัดสิทธิในการเคลื่อนไหวแบบการทำประชามติครั้งก่อนนายจิรวัฒน์ จำเลยที่สอง กล่าวว่า การกระทำของเขาเป็นแค่การไปถ่ายภาพกิจกรรมของเพื่อน ซึ่งเป็นการทำตัวเหมือนกับผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง ไม่น่าจะมีความผิด ไม่คิดว่า ตัวเองทำความผิด และภูมิใจในสิ่งที่ทำลงไป คดีนี้สร้างผลกระทบทำให้ต้องออกจากงาน เพราะนายจ้างไม่อยากรับลูกจ้างที่มีคดีทางการเมืองก่อนหน้าที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาในวันนี้ ในวันที่ 26 กันยายน 2560 ศาลจังหวัดพระโขนงเคยมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันก่อความวุ่นวายในหน่วยออกเสียง โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของปิยรัฐจำเลยที่หนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและระหว่างเกิดเหตุการออกเสียงประชามติในหน่วยก็ดำเนินไปได้ตามปกติ นอกจากนี้การถ่ายวิดีโอก็ไม่เป็นความผิดเนื่องจากทำจากนอกหน่วยออกเสียงและไม่ได้ทำการเผยแพร่ระหว่างที่เปิดให้มีการลงคะแนนส่วนปิยรัฐที่ถูกดำเนินคดีอีกข้อหา คือ เป็นผู้ฉีกบัตรและให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว ถูกพิพากษาจำคุก 2 เดือนและปรับ 2000 บาท ในความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 59 และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358 โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้หนึ่งปี ส่วนความผิดฐานทำเลยเอกสารของผู้อื่น ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่า ปิยรัฐยังไม่ได้ทำเครื่องหมายกากบาทลงบนบัตรลงคะแนน บัตรลงคะแนนของกลางที่ถูกฉีกจึงยังไม่มีสถานะเป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญาPiyarat Chongthep, second from right, Jirawat Ekakaranuwat, centre, and Songtham Kaewphanpruek, second from left, make a three-finger sign as they show up for an Appeal Courtruling in a ballot-tearing case involving the Aug 7, 2016 charter referendum. Somchai Poomlard
Title
Date of taking this photo